‘STOIC AT WORK’ อย่าปล่อยให้งานเฮงซวยทำชีวิตคุณพัง
‘ชีวิตทำงานเฮงซวย แต่ผ่านได้ด้วยวิถีสโตอิก’
เขียนโดย Annie Lawson
ชีวิตการทำงานไม่เคยง่าย มันเรียกร้องและพรากหลายสิ่งไปจากเรา ขณะเดียวกันก็ตอบแทนเรากลับคืนด้วยรายได้หรืออาจพ่วงด้วยชื่อเสียง สถานะ อำนาจตามแต่ละประเภทของงาน
สำหรับคนส่วนใหญ่ งานเป็นแค่เครื่องจักรเติมเงิน สูบกลืนฟืนไฟในกายให้มอดลงอย่างช้าๆ คนที่โชคดีกว่า นอกจากเติมเงินแล้ว งานยังช่วยเติมเต็มชีวิตในบางแง่มุม งานจึงเป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งของชีวิตที่เราต้องใส่ใจ จัดระเบียบ วางกรอบเกณฑ์ และหาวิธีอยู่กับมันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
ผมพบว่าสองสามปีที่ผ่านมา แวดวงหนังสือแปลของไทยสนใจแปลงานแนวคิดของปรัชญาสโตอิก (Stoic) มากขึ้น ในทางกลับกันก็คงหมายความว่ามีกลุ่มผู้อ่านที่สนใจแนวคิดนี้เพิ่มขึ้นและนำมันไปปรับใช้กับชีวิตแสนวุ่นวายในโลกยุคใหม่
ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องดีหากจะมีหนังสือที่กล่าวถึงแนวทางการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องหยิบยืมจากคำสอนทางศาสนาบ้าง
เอาล่ะ เกริ่นมาขนาดนี้ก็รู้แล้วว่าหนังสือที่ผมจะเล่าต้องเกี่ยวกับสโตอิกและการทำงาน
‘STOIC AT WORK’ หรือชื่อไทยว่า ‘ชีวิตทำงานเฮงซวย แต่ผ่านได้ด้วยวิถีสโตอิก’ เขียนโดย Annie Lawson เธอได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนคลาสสิกอายุราวๆ 1,800 ปีของมาร์กุส เอาเรลิอุส (Marcus Aurelius Antoninus) จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันผู้มีชื่อเสียงและใช่ครับ เขาเป็นสโตอิก งานดังกล่าวชื่อว่า Meditation ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ ‘เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต’
Annie นำบันทึกที่จริงๆ แล้วมาร์กุสตั้งใจเขียนเพื่อเตือนสติตัวเอง มากกว่าจะเขียนให้คนอื่นอ่าน บังเอิญว่างานของเขาดันตกทอดมาถึงปัจจุบัน เธอตกผลึกออกมาเป็นกฎ 49 ข้อเกี่ยวกับการทำงานในยุคสมัยใหม่ ยุคหลังโควิด-19 ซึ่งทำให้เส้นแบ่งชีวิตกับการทำงานที่เบลออยู่แล้ว เบลอหนักขึ้นไปอีก
ผมไม่มีประสบการณ์การทำงานในสำนักงานธุรกิจ (บรรยากาศและวิถีการทำงานของนักข่าวมีความแตกต่างพอสมควร) ทำให้บางข้อที่ Annie เขียนถึงผมไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่สิ่งนี้ไม่ได้กลบสาระและมุกตลกเสียดสีของเธอที่แทรกอยู่ตลอดทั้งเล่ม
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับปรัชญาสโตอิก ถ้าให้ผมสรุปแบบรวบรัดตัดความที่สุดก็คือ ในสถานการณ์หนึ่งๆ ย่อมมีสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้เคียงคู่กันไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างหลังเสียด้วยซึ่งเราจำเป็นต้องวางมันลงเพราะเราทำอะไรไม่ได้ ขณะเดียวกัน ใน (เกือบ?) ทุกสถานการณ์มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความควบคุมของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันหรือไม่ นั่นก็คือความคิด การเลือก และการกระทำของเราเองที่มีต่อสถานการณ์นั้นๆ
“อีพิกทีทัสกล่าวว่า “ภารกิจหลักในชีวิต” คือการระบุสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เข้าใช้ให้เห็นว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากความคิด ทางเลือก และการกระทำของเราเอง สิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเราเท่านั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องรับผิดชอบ” (หน้า 17)
สโตอิกจึงเน้นการฝึกควบคุมความคิด หรือจริงๆ น่าจะเรียกว่าฝึกวิธีการมองสถานการณ์เบื้องหน้าดังที่มันเป็นให้คมชัด แล้วตระหนักให้ได้ว่ามนุษย์มีข้อจำกัดในการควบคุมโลกและชีวิตให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความอึดอัดคับข้องใจลง อยู่ร่วมกับมัน และใส่ใจเฉพาะเรื่องที่เราสามารถทำได้
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าสโตอิกคือการฝึกมองโลกในแง่ดี สโตอิกไม่ใช่การมองโลกให้สวยงามเข้าไว้ ตรงกันข้าม สโตอิกแนะนำให้เราวาดภาพสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเตรียมรับมือและเตรียมใจ
หลักฐานยืนยันคือกฎข้อแรกที่ Annie แนะนำคือ ‘ยอมรับว่าผู้คนน่ารำคาญ’
อ้าว…? แล้วคุณก็จะสงสัยต่อไปว่านี่มันคำแนะนำอะไรกัน แต่ความจริงก็คือผู้คนรอบข้างอาจทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดรำคาญได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คู่รัก เพื่อนสนิท ฉะนั้น ไม่ต้องคิดเลยว่าเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าจะสร้างความรำคาญขนาด 7 ริกเตอร์ได้มากและบ่อยแค่ไหน
ประเด็นที่ Annie ต้องการสื่อคือ เมื่อเรายอมรับว่าผู้คนน่ารำคาญ เราย่อมตระเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือ การรับมือที่ว่าไม่ใช่การทำตัวน่ารำคาญตอกกลับไปหรือระเบิดอารมณ์ใส่ แต่เป็นการจัดวางอารมณ์ของเราให้สงบนิ่ง ไม่ตอบสนองแบบหุนหันพลันแล่นเพราะจะยิ่งทำให้อะไรๆ เลวร้ายลงไปอีก พร้อมกับเรียนรู้ที่จะไม่เดินซ้ำรอยความน่ารำคาญเหล่านั้น
หรือกฎข้อที่ 33 ‘จงใช้มุมมองของจักรวาล’ Annie เขียนว่า
“ชาวสโตอิกใช้เทคนิคที่เรียกว่า “มุมมองจากเบื้องบน” หมายถึง การถอยห่างจากสิ่งใดๆ ก็ตามที่ทำให้คุณทุกข์ใจและพิจารณาถึงโลกนี้จากมุมมองที่สูงกว่าเพื่อขจัดเรื่องไร้สาระออกไป และได้รับมุมมองใหม่ที่ดีกว่าเกี่ยวกับชีวิต การคิดถึงที่ของเราในจักรวาลแสดงให้เห็นว่าชารอนและพวกเราที่เหลือทั้งหมดไม่สำคัญขนาดไหน” (หน้า 189)
และในเวลาเดียวกัน…
“ความจริงคือเมื่อคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความสำคัญ ความจริงที่ว่าเราอยู่ตรงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ทำให้เรามีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สถานะ ชื่อเสียง และความไม่มั่นคงส่วนตัวของเราเป็นเพียงความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของพื้นที่และเวลาเท่านั้น” (หน้า 190)
กฎข้อที่ 41 ‘อย่าอวดเรื่องงานทางโซเชียลมีเดีย’ หรือก็คือจงอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ Annie เขียนว่า
“การแบ่งปันข่าวสารความสำเร็จของคุณจะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อคุณให้ความรู้ความเข้าใจอันมีความหมายกับผู้อ่าน” (หน้า 226) และยกคำพูดของอีพิกทีทัสว่า “เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะเริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่เขาคิดว่าเขารู้อยู่แล้ว”
หลังจากอ่านจนจบเล่มและหัวเราะกับมุกตลกเป็นระยะ ผมรู้สึกว่าหนังสือของ Annie ไม่ได้กำลังแนะนำเรื่องชีวิตการทำงาน หลายข้อสามารถนำไปปรับใช้กับส่วนเสี้ยวอื่นๆ ของชีวิตได้ เช่น ‘จงใช้มุมมองของจักรวาล’ ที่ผมยกตัวอย่าง มองจากดาวอังคารก็รู้ว่านอกสำนักงาน คุณก็ใช้มุมมองดังกล่าวช่วยให้มองเห็นความเป็นจริงของชีวิตได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผมคิดว่า Annie ยังให้มุมมองเสียดสี ตลกร้าย ต่อวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เป็นพิษซึ่งเราควรหลีกเลี่ยง เช่น การประชุมเพื่อสรุปว่าจะประชุมต่อในครั้งถัดไป การแข่งกันใช้ของแบรนด์เนมในออฟฟิศ การเข้าร่วมวงนินทา การพูดมากกว่าฟังหรือฟังแบบขอไปที (ดังนั้น เราจึงควรฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ) หรือการจัดการอีโกของตัวเราเอง เป็นต้น แม้แต่มาร์กุส เอาเรลิอุส ก็ยังโดนเธอแซะ เมื่อมีบางสถานการณ์ในชีวิตของจักรพรรดิผู้นี้ขัดแย้งกับสิ่งที่เขาเตือนตนเอง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายหลักของหนังสือเล่มนี้คือ คนงานคอปกขาว (white-collar) หรือพนักงานออฟฟิศ ผู้เขียนเองก็เป็นพนักงานออฟฟิศ เธอเขียนจากสภาพแวดล้อมการทำงานของตัวเอง คนทำงานในภาคการผลิต คนหาเช้ากินค่ำ คนทำงานอิสระ ย่อมมีบริบทต่างออกไป จะประยุกต์กันอย่างไรคงต้องขึ้นกับคนอ่าน
ใกล้จบแล้ว ทุกครั้งที่ผมเล่าถึงหนังสือที่เกี่ยวกับการทำงาน ผมจะทิ้งท้ายเหมือนกันเสมอ
แน่นอนว่าทุกคนต้องการสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี งานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน STOIC AT WORK แนะนำให้คุณ ‘จงเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้’ (กฎข้อที่ 5) และ ‘จงอย่าต้านทานความเปลี่ยนแปลง’ (กฎข้อที่ 31) แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรนิ่งเฉยการสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ค่าแรงที่ขูดรีด หรือหัวหน้าที่จ้องเอาเปรียบ ฯลฯ

