กล้องแมชชีนวิชั่น (Machine Vision Camera) สำหรับงานอุตสาหกรรม งานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

กล้องแมชชีนวิชั่น (Machine Vision Camera) สำหรับงานอุตสาหกรรม งานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

กล้องถ่ายภาพชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อระบบอัตโนมัติและโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

วิรัช เดชาสิริสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบโรงงานอัตโนมัติและการลดต้นทุนในโรงงาน และกระบวนการผลิต

กล้องแมชชีนวิชั่น (Machine Vision Camera) หรือกล้องสำหรับงานอุตสาหกรรม คือ กล้องถ่ายภาพชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อระบบอัตโนมัติและโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ กล้องประเภทนี้แตกต่างจากกล้องถ่ายรูปทั่วไป เพราะเน้นการบันทึกภาพดิบ (Raw Data) ที่มีความแม่นยำและเสถียรสูง เพื่อส่งต่อให้คอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำไปประมวลผลและวิเคราะห์ต่อได้อย่างถูกต้อง

กล้องแมชชีนวิชั่นมักให้ไฟล์ภาพที่ไม่ผ่านการบีบอัด มีอัตราเฟรมเรตที่นิ่ง และตัวกล้องมีความทนทานสูงเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันในโรงงาน

ประเภทหลักของกล้องแมชชีนวิชั่น

  • Area Scan Cameras: ถ่ายภาพเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบ 2 มิติพร้อมกันในทีเดียว เหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไป นิยมใช้ตรวจสอบชิ้นส่วนทั่วไปและระบุตำแหน่งวัตถุ
  • Line Scan Cameras: ถ่ายภาพทีละแถวพิกเซลแล้วนำมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ เหมาะสำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่ต่อเนื่องไม่หยุด เช่น ม้วนกระดาษ ม้วนเหล็ก หรือสายพานความเร็วสูง
  • 3D Vision Systems: กล้องที่เก็บข้อมูลความลึกร่วมด้วย โดยใช้เลเซอร์หรือเซนเซอร์คู่ เพื่อจำลองพิกัดวัตถุในพื้นที่จริง นิยมใช้กับการนำทางหุ่นยนต์และงานประกอบชิ้นส่วน
  • Smart / Edge AI Cameras: กล้องที่มีชิปประมวลผลในตัวเอง สามารถวิเคราะห์ ตรวจหาจุดบกพร่อง และสั่งการได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ภายนอก

การประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรม (Applications)

กล้องแมชชีนวิชั่นทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ดวงตา” ของระบบอัตโนมัติในหลากหลายภาคส่วน ดังนี้:

1. การผลิตและยานยนต์ (Manufacturing & Automotive)

  • ตรวจจับจุดบกพร่อง: ค้นหารอยร้าวขนาดเล็กบนแผ่นโลหะ รอยขีดข่วน หรือรอยเชื่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ตรวจสอบการประกอบ: เช็คความถูกต้อง เช่น ตรวจว่าใส่น็อตครบและถูกทิศทางหรือไม่ก่อนส่งต่อไปยังขั้นตอนถัดไป
  • วัดขนาดชิ้นส่วน: คำนวณความคลาดเคลื่อนของขนาดชิ้นส่วนกลไก เพื่อให้มั่นใจว่าได้มาตรฐานที่แม่นยำ

2. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (Semiconductor & Electronics)

  • ตรวจสอบแผงวงจร (PCB): ตรวจหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย การต่อสลับขั้ว หรือจุดบัดกรีที่เสียหาย
  • ตรวจสอบชิป (IC): ส่องหาความเสียหายทางกายภาพหรือความผิดปกติบนผิวของซิลิคอนชิป

3. อาหาร เครื่องดื่ม และยา (Food, Beverage & Pharmaceuticals)

  • ตรวจระดับการบรรจุ: ตรวจสอบระดับของเหลวในขวดและเช็คการปิดฝาให้สนิท
  • ความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์: ตรวจสอบวันหมดอายุและบาร์โค้ดด้วยระบบอ่านตัวอักษร (OCR)
  • ตรวจสิ่งแปลกปลอม: คัดกรองสิ่งสกปรกหรือยาที่ปะปนมาในสายการผลิต

4. หุ่นยนต์และโลจิสติกส์ (Robotics & Logistics)

  • ระบบหยิบจับวัตถุ (Pick-and-Place): นำทางให้แขนกลสามารถมองเห็น แยกแยะทิศทาง และหยิบชิ้นส่วนที่วางปนกันอยู่ในกระบะได้อย่างถูกต้อง
  • คัดแยกและติดตามสินค้า: สแกนฉลากจัดส่งสินค้า คำนวณขนาดพัสดุทันที และคัดแยกพัสดุลงสายพานที่ถูกต้องในคลังสินค้า

สำหรับงานทางด้านเตรียมพิมพ์ (Prepress) ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ กล้องแมชชีนวิชั่น (Machine Vision) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนการพิมพ์จริง เพื่อลดความสูญเสียจากข้อผิดพลาดของไฟล์ งานพิมพ์ หรือแม่พิมพ์

นี่คือตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานกล้องแมชชีนวิชั่นในกระบวนการเตรียมพิมพ์ครับ:

การประยุกต์ใช้งานในงานเตรียมพิมพ์ (Prepress Applications)

  • การตรวจสอบแม่พิมพ์ (Plate Inspection): ใช้กล้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของแม่พิมพ์ออฟเซต (Offset Plates) หรือแม่พิมพ์เฟล็กโซ (Plates Flexo) ว่ามีจุดบกพร่อง เม็ดสกรีน (Dots) หลุดหาย หรือมีสิ่งสกปรกอุดตันหรือไม่ก่อนส่งเข้าเครื่องพิมพ์
  • การพิสูจน์อักษรและตรวจสอบเนื้อหา (Proof Verification & OCR): ระบบจะใช้กล้องสแกนใบปรู๊ฟ (Proof Sheet) เทียบกับไฟล์ดิจิทัลต้นฉบับ เช่น PDF เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล ตัวอักษรตกหล่น หรือบาร์โค้ด/QR Code ที่ไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ
  • การตรวจสอบความถูกต้องของสี (Color & Registration Marks Alignment): กล้องแมชชีนวิชั่นจะตรวจจับ Registration Marks (มาร์กเยื้องศูนย์) เพื่อตรวจสอบว่าสีแต่ละเพลต (CMYK) จะพิมพ์ทับกันได้อย่างแม่นยำ 100% หรือไม่ รวมถึงตรวจจับความเพี้ยนของสีในขั้นเตรียมพิมพ์
  • การตรวจจับรอยตำหนิบนวัสดุ (Substrate Defect Detection): ตรวจสอบพื้นผิวของกระดาษ ฟิล์ม หรือพลาสติกก่อนพิมพ์ ว่ามีรอยยับ รอยฉีกขาด หรือคราบมันที่อาจส่งผลต่อการเกาะติดของหมึกพิมพ์

กล้องที่เหมาะสำหรับงานเตรียมพิมพ์

เนื่องจากงานเตรียมพิมพ์เน้น ความละเอียดสูง (High Resolution) และความถูกต้องของสี (Color Accuracy) สเปคของกล้องที่นิยมใช้จึงมีลักษณะดังนี้ครับ:

  • Area Scan Cameras (ความละเอียดสูง): เหมาะสำหรับสแกนตรวจสอบแผ่นเพลตแม่พิมพ์ หรือใบปรู๊ฟที่เป็นแผ่นนิ่งๆ แนะนำความละเอียดตั้งแต่ 12 MP ถึง 45 MP+ เพื่อให้เห็นรายละเอียดเม็ดสกรีนขนาดเล็ก
  • Color Cameras (เซนเซอร์แบบสี): หากงานของคุณต้องการเน้นตรวจสอบความถูกต้องของสี ควรเลือกกล้องที่ใช้เซนเซอร์สีคุณภาพสูง เช่น เซนเซอร์ Sony Pregius ร่วมกับระบบไฟ (Lighting) ที่ให้ค่า CRI สูงเพื่อไม่ให้สีเพี้ยน
  • Line Scan Cameras: จะนำมาใช้ในกรณีที่คุณต้องการตรวจสอบม้วนวัสดุ (Web) ขนาดใหญ่ที่กำลังคลี่ตัวออกเพื่อเตรียมเข้าเครื่องพิมพ์ความเร็วสูง

สำหรับกล้องที่ใช้ “ขณะพิมพ์” (In-line / Web Inspection) ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ จะมีความท้าทายสูงกว่างานเตรียมพิมพ์มากครับ เนื่องจากต้องดักจับภาพวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วย ความเร็วสูงมาก (หลายร้อยเมตรต่อนาที) และต้องประมวลผลหาจุดบกพร่องแบบ Real-time เพื่อให้ช่างพิมพ์สามารถหยุดเครื่องหรือปรับหน้าแท่นได้ทันที ก่อนที่จะเกิดของเสีย (Waste) จำนวนมาก

นี่คือลักษณะการประยุกต์ใช้งานและระบบกล้องที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนนี้ครับ:

การประยุกต์ใช้งานกล้องขณะพิมพ์ (In-line Printing Inspection)

  • ตรวจจับงานพิมพ์เยื้องมาร์ก (Registration Setup & Control): กล้องจะจับภาพ Registration Marks (มาร์กสี CMYK) ตลอดเวลา เพื่อดูว่าแต่ละสีพิมพ์ทับกันสนิทไหม หากเริ่มเยื้อง ระบบจะแจ้งเตือนหรือส่งสัญญาณไปปรับลูกกลิ้งอัจฉริยะโดยอัตโนมัติ
  • ตรวจจับรอยตำหนิงานพิมพ์ (Print Defect Detection): ตรวจสอบรอยหมึกกระเด็น (Spit), หมึกเลอะ (Smudge), หมึกซีดจาง (Color Fading), เส้นริ้ว (Streaks) หรือตัวหนังสือเบลอ โดยเปรียบเทียบภาพที่สแกนสดๆ กับไฟล์ Golden Image (ไฟล์ต้นฉบับที่ถูกต้อง)
  • ตรวจสอบบาร์โค้ดและข้อความ (In-line Barcode & OCR): ตรวจสอบความคมชัดและอ่านค่าบาร์โค้ด/QR Code บนบรรจุภัณฑ์ขณะวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง เพื่อการันตีว่าเกรดของบาร์โค้ดผ่านเกณฑ์และข้อมูลถูกต้องทุกชิ้น
  • การตรวจสอบฟอยล์และสารเคลือบ (Foil & Coating Inspection): งานพิมพ์ระดับพรีเมียมที่มีการปั๊มฟอยล์ร้อน/เย็น หรือเคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) กล้องจะช่วยเช็กความสม่ำเสมอและการหลุดลอก

เทคโนโลยีกล้องที่จำเป็นสำหรับ “ขณะพิมพ์”

งานพิมพ์ที่วิ่งบนสายพานหรือเครื่องพิมพ์ระบบป้อนม้วน (Web-fed) เช่น Flexo, Gravure หรือ Offset ความเร็วสูง จะนิยมใช้กล้อง 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการตรวจครับ:

1. กล้องสแกนทีละแถว (Line Scan Cameras) – แนะนำสำหรับตรวจละเอียด 100%

  • หลักการ: กล้องจะถ่ายภาพเป็นเส้นตรงหน้ากว้างทีละ 1 พิกเซลด้วยความเร็วสูงมาก (หลายหมื่นเส้นต่อวินาที) แล้วนำภาพมาร้อยต่อกันเมื่อวัสดุเคลื่อนผ่าน
  • ข้อดี: สามารถตรวจสอบพื้นผิวกระดาษหรือฟิล์มได้ 100% เต็มพื้นที่ โดยไม่มีจุดบอด เหมาะสำหรับเครื่องพิมพ์ป้อนม้วนความเร็วสูง
  • ความละเอียด: นิยมใช้ความละเอียดหน้ากว้างระดับ 4K, 8K ไปจนถึง 16K พิกเซล

2. กล้องพื้นที่ร่วมกับไฟแฟลชความเร็วสูง (Area Scan + High-speed Strobe) สำหรับตรวจเป็นจุด

  • หลักการ: ใช้กล้อง 2D ทั่วไป แต่ทำงานร่วมกับไฟ LED แฟลชที่กะพริบด้วยความเร็วระดับไมโครวินาที (Strobe) เพื่อ “หยุด” ภาพของวัตถุที่วิ่งเร็วไม่ให้เบลอ (Motion Blur)
  • ข้อดี: ราคาประหยัดกว่าระบบ Line Scan เหมาะสำหรับการสุ่มตรวจเป็นระยะ หรือตรวจเช็กมาร์กเยื้องสีเฉพาะจุด

ปัจจัยสำคัญที่สุด: ระบบไฟ (Lighting) และ Global Shutter

  • Global Shutter: กล้องขณะพิมพ์ต้องเป็นเซนเซอร์แบบ Global Shutter เท่านั้น (เปิดรับแสงทุกพิกเซลพร้อมกัน) ห้ามใช้ Rolling Shutter เด็ดขาด เพราะภาพจะเบี้ยวและล้มเมื่อวัตถุวิ่งเร็ว
  • ระบบไฟควบคุม (Controlled Lighting): หน้างานพิมพ์มักมีความเงาจากหมึก บรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือฟอยล์ การเลือกชนิดของไฟ เช่น ไฟโดม (Dome Light) เพื่อลดแสงสะท้อน หรือไฟบาร์ยาวความเข้มสูง (Line Light) สำหรับกล้อง Line Scan จึงมีความสำคัญเท่ากับตัวกล้อง

สำหรับกล้องที่ใช้ “หลังการพิมพ์” (Post-print / Post-press / Finishing Inspection) จะเน้นไปที่การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งถึงมือลูกค้า หรือขั้นตอนการแปรรูป (Converting) เช่น การไดคัท การพับ การตัดซอยม้วน หรือการปั๊มขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ครับ

ในขั้นตอนนี้ กล้องแมชชีนวิชั่นจะทำหน้าที่เป็น “ผู้ตรวจคนสุดท้าย” (Final QC) เพื่อคัดแยกชิ้นงานที่เสียออกไปทันที

การประยุกต์ใช้งานกล้องหลังการพิมพ์(Post-print Applications)

1. การตรวจสอบงานไดคัทและระยะขอบ (Die-cutting & Trimming Inspection)

  • ตรวจจับงานเยื้องตัด: กล้องจะเช็กว่าใบมีดไดคัทลงตรงตำแหน่งมาร์กหรือไม่ ป้องกันปัญหาชิ้นงานเบี้ยว ขอบขาว หรือเนื้อหาสำคัญถูกตัดขาด
  • ตรวจเช็กความสมบูรณ์ของรอยเจาะ: ตรวจดูว่าเศษกระดาษหรือพลาสติกจากการเจาะรู/ทำร่อง (Waste Stripping) หลุดออกหมดหรือไม่ หรือมีเนื้อวัสดุฉีกขาดสะดุดค้างอยู่ไหม

2. การตรวจสอบการขึ้นรูปและการพับกล่อง (Folding & Gluing Inspection)

  • ตรวจเช็กแนวทากาว (Glue Bead Verification): ตรวจสอบว่าปริมาณกาวที่ทาบนปีกกล่องสม่ำเสมอหรือไม่ เส้นกาวขาดตอน หรือกาวเลอะล้นออกมานอกพื้นที่ที่กำหนดหรือไม่
  • ตรวจจับกล่องพับเบี้ยว: เช็กองศาการพับของกล่องบรรจุภัณฑ์ว่าได้รูปทรงตรงตามมาตรฐานและสามารถนำไปกางบรรจุสินค้าต่อได้โดยไม่ติดขัด

3. การคัดแยกและตรวจสอบสินค้าปะปน (Mixed-product / Wrong Variant Detection)

  • ตรวจจับชิ้นงานสลับกัน: ในสายการผลิตที่มีการพิมพ์กล่องหรือฉลากหลายเวอร์ชัน (เช่น รสชาติแตกต่างกัน หรือยาคนละขนาด) กล้องจะสแกนบาร์โค้ดหรือข้อความเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีสินค้าหน้าตาคล้ายกันหลุดปะปนเข้ามาในกล่องเดียวกัน

4. การตรวจสอบฉลากและจำนวนในขั้นตอนแพ็คกิ้ง (Labeling & Counting Inspection)

  • ตรวจสอบฉลากบนขวด/บรรจุภัณฑ์: เช็คว่าฉลากติดตรงไหม มีรอยยับ มีฟองอากาศ หรือฉลากเอียงหรือไม่
  • นับจำนวนผลิตภัณฑ์ (Final Counting): ตรวจนับจำนวนชิ้นงานในถาดหรือกล่องว่าครบถ้วนก่อนปิดตู้ส่งออก

เทคโนโลยีกล้องที่นิยมใช้หลังการพิมพ์

เนื่องจากขั้นตอนนี้มักจะทำบนเครื่องกรอม้วน (Rewinder), เครื่องพับกล่อง (Folder Gluer) หรือสายพานลำเลียงสินค้าสำเร็จรูป รูปแบบกล้องที่ใช้จึงมีความหลากหลายครับ:

  • Smart Camera / Edge AI: นิยมใช้อย่างมากในเครื่องพับกล่องหรือจุดทากาว เพราะสามารถโปรแกรมให้ตรวจเฉพาะจุดได้ง่าย (เช่น ตรวจสอบเส้นกาว หรืออ่านบาร์โค้ด 1 จุด) ไม่ต้องต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ใหญ่ให้เกะกะสายการผลิต
  • High-Resolution Area Scan + ไฟโดม (Dome Light): เหมาะสำหรับจุดตรวจการประกอบและไดคัท เนื่องจากไฟโดมจะช่วยกระจายแสงอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผิววัสดุเคลือบเงา บรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือฟอยล์ปั๊มจม ไม่เกิดแสงสะท้อน (Hotspot) เข้าหน้ากล้องจนมองไม่เห็นชิ้นงาน
  • 3D Vision Systems: ในบางโรงงานที่ต้องการเช็ค “ความหนาของชั้นกาว” หรือเช็คว่า “กล่องพับแล้วโก่งตัวขึ้นมาหรือไม่” จะมีการนำกล้อง 3 มิติมาใช้เพื่อวัดพิกัดความสูงต่ำของชิ้นงาน

สำหรับการออกแบบงานพิมพ์ (Graphic Design/ Pre-press Design for Print) บทบาทของกล้องแมชชีนวิชั่น (Machine Vision) จะแตกต่างจากกระบวนการผลิตในโรงพิมพ์ครับ เพราะในขั้นตอนนี้กล้องจะไม่ได้ทำหน้าที่ “ตรวจสอบของเสีย” แต่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือช่วยแปลงข้อมูลทางกายภาพให้เป็นดิจิทัล (Digitization)” และ “จำลองการตรวจสอบการพิมพ์ล่วงหน้า” เพื่อให้ดีไซเนอร์มั่นใจว่าไฟล์ที่ออกแบบจะพิมพ์ออกมาได้สมบูรณ์แบบที่สุด

นี่คือรูปแบบการประยุกต์ใช้งานกล้องแมชชีนวิชั่นในสตูดิโอหรือแผนกออกแบบงานพิมพ์ครับ:

การประยุกต์ใช้งานกล้องในขั้นตอนการออกแบบ

การสแกนเก็บรายละเอียดเนื้อผิววัสดุ (Scanning): Texture & Substrate นักออกแบบใช้กล้องแมชชีนวิชั่นความละเอียดสูงร่วมกับไฟเฉพาะทาง เพื่อสแกนพื้นผิวของกระดาษพิเศษ ผ้า ฟอยล์ หรือแผ่นพลาสติก เพื่อนำลวดลายและเทกซ์เจอร์เหล่านั้นไปใช้เป็นพื้นหลังในโปรแกรมออกแบบ (เช่น Adobe Illustrator/Photoshop) ทำให้ภาพจำลอง (Mock-up) มีความสมจริง 100%

  • การตรวจสอบฟอนต์และลายเส้นขนาดเล็ก (Micro-typography & Vector Verification): ใช้กล้องกำลังขยายสูง (Microscopic Vision) สแกนตรวจเช็คชิ้นงานตัวอย่างเก่าๆ หรือโลโก้เดิมของลูกค้าที่ไม่มีไฟล์เวกเตอร์ เพื่อดูระยะตัด เส้นบลีด (Bleed) และความหนาของเส้นว่าบางเกินไปจนเครื่องพิมพ์พิมพ์ไม่ออกหรือไม่ (ป้องกันปัญหาเส้นล้ม)
  • การจำลองตรวจสอบบาร์โค้ดบนจอมอนิเตอร์ (Soft Proofing Barcode Verification): ก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ กล้องแมชชีนวิชั่นระดับอุตสาหกรรมสามารถนำมาใช้สแกนทดสอบตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ที่ปริ้นท์จากเครื่องอิงค์เจ็ทในออฟเฟิศ เพื่อตรวจเช็ค Barcode Grade (ISO/IEC standards) ว่าขนาด ลายเส้น และความคอนทราสต์ของสีที่ดีไซเนอร์เลือกใช้ สามารถอ่านได้จริงในห้างสรรพสินค้า
  • การจับคู่สีและการจัดการสี (Color Matching & Management): ใช้กล้องที่มีระบบเซนเซอร์สีความแม่นยำสูง (Colorimeter/Spectrophotometer-based Vision) ในการสแกนแผ่นตัวอย่างสีที่ลูกค้าต้องการ เพื่อแปลงค่าสีอ้างอิงให้เป็นค่าดิจิทัล (เช่น LAB หรือ CMYK) ที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด ป้องกันปัญหาสีเพี้ยนระหว่างหน้าจอกับงานพิมพ์จริง

เทคโนโลยีกล้องที่เหมาะสมสำหรับงานออกแบบ

เนื่องจากงานออกแบบจัดอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศหรือสตูดิโอ ไม่มีความเร็วสูงหรือความสั่นสะเทือนแบบในโรงงาน สเปคกล้องจึงเน้นไปที่ความละเอียดและความถูกต้องของสีเป็นหลัก:

  • High-Resolution Color Area Scan Cameras: แนะนำกล้องที่ใช้เซนเซอร์สีคุณภาพสูง (เช่น Sony Pregius หรือเซนเซอร์แบบ 3-CCD/3-CMOS ที่แยกรับแสงสีแดง เขียว น้ำเงิน ตรงพิกเซล) เพื่อให้ได้ค่าสีที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยไม่มีสัญญารบกวน (Noise)
  • Telecentric Lenses (เลนส์เทเลเซนทริก): เป็นเลนส์พิเศษที่นิยมใช้ร่วมกับกล้องในงานออกแบบและวัดขนาด เนื่องจากเลนส์ชนิดนี้จะไม่มีความบิดเบี้ยวของภาพ (Perspective Distortion) ไม่ว่าวัตถุจะอยู่ใกล้หรือไกล ทำให้สแกนแบบบรรจุภัณฑ์หรือโลโก้ได้สัดส่วนที่ตรงตามไม้บรรทัดเป๊ะๆ
  • CRI 95+ Lighting: ระบบไฟส่องสว่างที่ใช้ร่วมกับกล้องต้องมีค่าดัชนีความถูกต้องของสี (CRI) สูงมาก เพื่อให้กล้องมองเห็นสีของวัสดุไม่ผิดเพี้ยนไปจากแสงธรรมชาติ

อ่านต่อฉบับหน้า