PPWR กติกาใหม่ของโลก ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้

PPWR กติกาใหม่ของโลก ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้

ชี้ PPWR ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

เมื่อสหภาพยุโรปเดินหน้าบังคับใช้ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ที่มุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและการรีไซเคิล

วารสาร Thai Print ได้พูดคุยกับ อ.มยุรี ภาคลำเจียก ที่ปรึกษาสมาคมการพิมพ์ไทย สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย และสถาบันพลาสติก ถึงสาระสำคัญของกฎหมาย PPWR ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของโลก

PPWR คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ

อ.มยุรี อธิบายว่า PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) เป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์และผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

สาระสำคัญของกฎหมาย ได้แก่

  • บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องสามารถรีไซเคิลได้
  • บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีสัดส่วนของพลาสติกรีไซเคิลตามเกณฑ์ที่กำหนด และจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับในอนาคต
  • บรรจุภัณฑ์ต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่าย ไม่ใช่เพียงรีไซเคิลได้ในทางทฤษฎี
  • ต้องมีฉลากแสดงข้อมูลการคัดแยกและการรีไซเคิลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วสหภาพยุโรป
  • วัสดุบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดมีโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด วัสดุที่สัมผัสอาหารต้องปราศจาก PFAS

“หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ก็จะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าในตลาดยุโรปได้”

ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายสำคัญไปยังยุโรป ดังนั้น PPWR จึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตสินค้าและผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทย

อ.มยุรี มองว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ คือ การเลือกใช้วัสดุและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับหลักการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอแก้ไขเมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้
นักออกแบบต้องเข้าใจ “วัสดุ” มากกว่าความสวยงาม

อ.มยุรี เน้นว่า ยุคของ PPWR ทำให้นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องมีความรู้เรื่องวัสดุอย่างลึกซึ้ง เพราะการออกแบบในอนาคตไม่ได้พิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์หรือการตลาด แต่ต้องคำนึงถึงการรีไซเคิลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์

ยกตัวอย่างเช่น

  • กระดาษที่ไม่เคลือบวัสดุอื่นสามารถรีไซเคิลได้ง่าย
  • กระดาษที่เคลือบพลาสติกหรือวัสดุหลายชนิดจะรีไซเคิลได้ยาก
  • ถุงพลาสติกควรเลือกใช้พลาสติกประเภทเดียวกัน (Mono-material) เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

“ความรู้เรื่องวัสดุเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในยุคใหม่”

ไม่ใช่ทุกวัสดุจะถูกแทนที่

หลายคนเข้าใจว่า PPWR จะทำให้พลาสติกถูกยกเลิก แต่ในความเป็นจริง อ.มยุรี อธิบายว่า พลาสติกยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์อาหารที่ต้องการคุณสมบัติในการป้องกันความชื้นและก๊าซออกซิเจนเพื่อรักษาคุณภาพสินค้า

สิ่งที่เปลี่ยน คือ การเลือกใช้พลาสติกให้เหมาะสมและสามารถรีไซเคิลได้ ขณะเดียวกัน บรรจุภัณฑ์กระดาษก็ยังมีแนวโน้มเติบโตในกลุ่มสินค้าที่เหมาะสม ดังนั้นวัสดุแต่ละประเภทจะเติบโตตามลักษณะการใช้งาน ไม่ใช่แข่งขันกันโดยตรง

ต้นทุนอาจเพิ่ม แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต

การเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่สอดคล้องกับ PPWR อาจทำให้ต้นทุนบางส่วนเพิ่มขึ้นในระยะเริ่มต้น เช่น การเปลี่ยนจากโครงสร้างฟิล์มหลายชั้นมาเป็นวัสดุชนิดเดียวที่รีไซเคิลได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น และกำลังการผลิตสูงขึ้น ต้นทุนก็มีแนวโน้มลดลง

อีกประเด็นที่สำคัญคือ กฎหมายยังให้ความสำคัญกับการลดการใช้วัสดุเกินความจำเป็น โดยกำหนดให้ขนาดบรรจุภัณฑ์ต้องเหมาะสม ไม่ใหญ่เกินจริงหรือสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค

SME คือกลุ่มที่ต้องได้รับการสนับสนุน

อ.มยุรี มองว่า โรงงานขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่มีการเตรียมความพร้อมแล้ว แต่ผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหาร ยังขาดความรู้เกี่ยวกับ PPWR อีกเป็นจำนวนมาก

จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย สมาคมวิชาชีพ และผู้ผลิตวัตถุดิบ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดอบรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ทัน

PPWR คือ “โอกาส” มากกว่า “ข้อจำกัด”

แม้หลายคนมองว่า PPWR เป็นข้อบังคับที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่ อ.มยุรี กลับมองว่า นี่คือ โอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย

“PPWR คือ กติกาใหม่ของโลก หากเราปรับตัวได้ก่อน ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น แต่หากไม่ปรับตัว ก็อาจสูญเสียโอกาสทางการค้า”

เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อม อ.มยุรี แนะนำให้เริ่มจากการศึกษาหาความรู้ ผ่านการอบรมหรือสัมมนา จากนั้นเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการส่งออกหรือเป็นสินค้าหลักของบริษัทมาปรับปรุงก่อน แล้วจึงค่อยขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่น โดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์

มาตรฐานยุโรป… ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานโลก

ในมุมมองของ อ.มยุรี แม้ PPWR จะเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นนำไปประยุกต์ใช้ เนื่องจากยุโรปเป็นผู้นำด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมของโลก

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาตลาดยุโรปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นทุกปี

“PPWR ไม่ใช่เพียงกฎหมายใหม่ แต่คือ ทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลก ผู้ประกอบการไทยที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ที่สร้างความได้เปรียบและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”