Global Packaging Trends for Food Industry
โดย อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก
เนื้อหาและรูปในบทความนี้ได้มาจากการบรรยายในสัมมนาเรื่อง Smart Factory: The Future Food Industry for Global Competitiveness วันที่ 19-20 มีนาคม 2569 จัดโดยสภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
ในเชิงอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ต่างก็มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ รสชาติและเนื้อสัมผัสดี เก็บรักษาได้นาน สะดวกในการใช้ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวโน้มโลกที่สำคัญของบรรจุภัณฑ์อาหาร
มี 4 ด้าน ซึ่งต้องมีครบทุกด้าน ได้แก่
- Health and Safety
- Shelf Life Extension
- Communication
- Sustainability
ความปลอดภัยในการสัมผัสอาหาร
มีความสำคัญที่สุด บรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิต้องมีข้อกำหนดตามกฎระเบียบวัสดุสัมผัสอาหารของประเทศที่จำหน่ายสินค้าซึ่งแตกต่างกันไป
การยืดอายุการเก็บผลิตภัณฑ์อาหาร
โดยการชะลอการเน่าเสียของอาหาร ส่งผลให้ช่วยลดขยะอาหารและทำให้สามารถส่งออกได้ดีขึ้น เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุการเก็บ มี 2 แบบ คือ Passive Packaging (เทคโนโลยีพื้นฐาน) และ Active Packaging (เทคโนโลยีสมัยใหม่)
Technology to extend shelf life of packaged food
- Passive Packaging: วัสดุที่ป้องกันไอน้ำ/ออกซิเจน/แสงได้ดี และทนทานต่อสภาวะการแปรรูปอาหาร, ปิดผนึกสมบูรณ์ -> Basic Technology
- Active Packaging: จัดการสภาวะอากาศในช่องว่างบรรจุภัณฑ์ เพื่อชะลอการเสื่อมเสียจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น moisture absorber, oxygen absorber, anti-microbial agent, MAP, Vacuum Pack, VSP -> a part of Smart Packaging = Advanced Technology
บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging)
เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่อุตสาหกรรมอาหารควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีแนวโน้มที่มีความต้องการสูง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
- Active Packaging ทำหน้าที่จัดการสภาพอากาศภายในบรรจุภัณฑ์เพื่อชะลอการเสื่อมเสียอันเนื่องจากจุลินทรีย์ จึงสามารถยืดอายุการเก็บผลิตภัณฑ์อาหารได้ เช่น การใช้สารดูดก๊าซออกซิเจน/สารดูดความชื้น/สารดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อชะลอการเติบโตของจุลินทรีย์ การใช้สารดูดก๊าซเอทิลีนกับผักผลไม้สดเพื่อชะลอการสุก
ตัวอย่างในรูปเป็นการใช้ Active Packaging ที่ยืดอายุการเก็บเนื้อสัตว์สด

- Intelligent Packaging เน้นการสื่อสารข้อมูลกับผู้บริโภค เช่น การใช้สารบ่งชี้ความสดของอาหาร (Freshness Indicator) ที่เป็นสติกเกอร์เปลี่ยนสีตามระดับความเน่าเสียของอาหาร หรือใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจ/นาฬิกาทรายที่ค่อยๆ จางหายไปเมื่ออาหารเริ่มไม่สด

ฉลากดิจิทัล (Digital Label) เป็น Intelligent Packaging อย่างหนึ่งที่ใช้ QR Code เพื่อบอกแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ข้อมูลโภชนาการ สารก่อภูมิแพ้ ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ จีน ได้บังคับให้ใช้ฉลากดิจิทัลกับผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว
บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Packaging) เป็นการสร้างสมดุลระหว่าง 3P คือ Planet (ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) People (ผู้บริโภคปลอดภัยและสะดวกในการใช้) และ Profit (ธุรกิจมีผลกำไรและอยู่รอดได้) ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” ของผู้ประกอบการ ท่ามกลางกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น จนกลายเป็นกติกาโลกแล้ว
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint, CFP) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ การบรรลุเป้าหมาย Net-Zero ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้กำหนด Net-Zero ในปี 2050 ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจวิธีการคำนวณ CFP อย่างถูกต้อง
กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ในแต่ละประเทศแตกต่างกันและเข้มงวดไม่เท่ากัน กฎระเบียบที่สำคัญ เช่น
- PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ของ EU ได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 ข้อกำหนดหลัก ได้แก่ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องรีไซเคิลได้ มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติก ขนาดบรรจุภัณฑ์เหมาะสม (ช่องว่างในบรรจุภัณฑ์ไม่มากกว่าที่กำหนด) โดยจะเริ่มใช้บางส่วนในวันที่ 12 สิงหาคม 2026 และใช้ครบทุกส่วนในวันที่ 1 มกราคม 2030 การรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม ดังนั้นผู้ส่งออกสินค้าไป EU ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใด ๆ หรือเป็นบรรจุภัณฑ์เปล่า จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนด มิเช่นนั้นจะถูกปฏิเสธในการนำเข้า

- EPR (Expanded Producer Responsibility) เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว โดยการคิดค่าธรรมเนียมกับผู้ผลิตสินค้า อัตราค่าธรรมเนียมแตกต่างกันตามชนิดวัสดุและระดับของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กฎหมาย EPR ได้มีการใช้แล้วในหลายประเทศ ประเทศไทยคาดว่าจะใช้ในปี พ.ศ. 2571

ตัวอย่างแนวทางการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อความยั่งยืน
- การลดปริมาณวัสดุ (Reduce) โดยการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้บางลง น้ำหนักลดลง แต่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิม เพื่อลดทรัพยากรและลด CFP
- การออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้ (Design for Recycling) บรรจุภัณฑ์พลาสติกคงรูปส่วนใหญ่สามารถรีไซเคิลได้ แต่ถุงพลาสติกที่ทำจากฟิล์มหลายชั้นส่วนใหญ่ยังรีไซเคิลไม่ได้ เพราะแต่ละชั้นใช้วัสดุต่างกัน ดังนั้นการเปลี่ยนเป็นพลาสติกหลายชั้นที่ใช้พลาสติกชนิดเดียวกันแต่ต่างเกรด ที่เรียกว่า Mono-material film จะทำให้ถุงสามารถรีไซเคิลได้ ความท้าทายคือ ต้องคงคุณสมบัติที่ต้องการของถุงไว้ได้ดังเดิม ประเทศไทยได้มีอาหารหลายประเภทที่ได้เปลี่ยนมาใช้ถุงที่ทำจาก Mono-material film แล้ว
- การออกแบบที่ทำให้กระบวนการรีไซเคิลง่ายขึ้น (Design to Ease Recycling Facility) เช่น การเปลี่ยนสีของบรรจุภัณฑ์พลาสติกคงรูป (ขวด ถ้วย ถาด) เป็นแบบไม่ใส่สี หรือใช้สีขาว นอกจากทำให้กระบวนการรีไซเคิลง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลเกรดสูงขึ้นด้วย

- การใช้ฝาขวดเครื่องดื่มที่ยึดติดกับคอขวด (Clipaside Tethered Cap) เพื่อป้องกันฝาหลุดลอดสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับใช้แล้วในยุโรปกับขวดเครื่องดื่มที่มีความจุไม่เกิน 3 ลิตร ในประเทศไทยเริ่มมีการใช้บ้างแล้ว แต่ไม่ได้เป็นกฎหมาย

- การใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ได้จากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว (Post Consumer Recycle Resin) เป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร คุณภาพของบรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 ในปัจจุบัน อ.ย. ของไทยอนุญาตให้ใช้ rPET จากแหล่งที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยเท่านั้น ในกรณีของอาหารส่งออก บรรจุภัณฑ์ต้องได้ตามกฎระเบียบของประเทศนำเข้า

เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหาร
เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะช่วยเพิ่มผลผลิต ทำให้รวดเร็วขึ้น ลดความสูญเสีย และลดต้นทุน สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เช่น
- การพิมพ์ดิจิทัล แทนระบบการพิมพ์เดิม ช่วยลดต้นทุนรวม เพราะไม่ต้องจ่ายค่าแม่พิมพ์ สามารถพิมพ์จำนวนน้อยได้ และรวดเร็ว เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ผลิตอาหารรายย่อยในการแข่งขันระดับสากล เนื่องจากเครื่องพิมพ์ดิจิทัลมีหลายแบบและหลายรุ่น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จึงต้องเลือกเครื่องพิมพ์ดิจิทัลให้เหมาะสมกับวัสดุที่ใช้พิมพ์และให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

- ระบบการตรวจสอบคุณภาพการพิมพ์อัตโนมัติ เพื่อทดแทนการตรวจสอบด้วยคนที่มักพบข้อผิดพลาดเสมอ ส่งผลให้เกิด rejection และ recall สินค้า ก่อความเสียหายแก่ธุรกิจมหาศาล

- การใช้เครื่องอัตโนมัติกับการผลิต เช่น การติดฉลาก การบรรจุ และระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น ลดความสูญเสีย ลดแรงงาน และลดต้นทุน ผู้ผลิตอาหารต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตเครื่องซึ่งมีมากมาย เพื่อศึกษาเครื่องที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของตน
- การใช้ AI กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ ระบบโลจิสติกส์ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ข้อคิดเห็นในการใช้ AI ดังตาราง
สรุป
แนวโน้มบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้ บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่ให้ความสวยงามและสื่อสารได้เท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน ทั้งความปลอดภัย การยืดอายุการเก็บ ความสะดวกในการใช้งาน ความยั่งยืน และในต้นทุนที่เหมาะสม การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้ประสบความสำเร็จเชิงการค้าต้องมาจากการมีนวัตกรรม ที่ประกอบด้วย 3 เกณฑ์หลัก คือ
1) ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค
2) สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจองค์กร และ
3) มีเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ (ทั้งด้านวัสดุ การผลิตขึ้นรูป และการบรรจุ) รองรับ


















