นวัตกรรมหมึกพิมพ์พิเศษในธนบัตรไทยยุคพอลิเมอร์ มิติใหม่ของการต่อต้านการปลอมแปลง

นวัตกรรมหมึกพิมพ์พิเศษในธนบัตรไทยยุคพอลิเมอร์

มิติใหม่ของการต่อต้านการปลอมแปลง

ธนบัตรเป็นสื่อกลางทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน การออกแบบและผลิตธนบัตรจึงต้องผ่านกระบวนการที่ประณีตทั้งในด้านศิลปะ ความทนทาน และโครงสร้างความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินตราที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันมีคุณภาพสูงและสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ ด้วยการเตรียมนำ “ธนบัตรพอลิเมอร์” ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ออกใช้หมุนเวียนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุใหม่ที่มีความทนทานยิ่งขึ้น มีความสะอาดกว่า และรองรับเทคโนโลยีความปลอดภัยด้านการพิมพ์ที่ซับซ้อนกว่าธนบัตรกระดาษเดิม บทความนี้จึงนำเสนอภาพรวมของมาตรการต่อต้านการปลอมแปลงในธนบัตรไทย โดยเฉพาะการใช้ “หมึกพิมพ์พิเศษ (Special Ink)” ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับวัสดุพอลิเมอร์อย่างลงตัว พร้อมอธิบายคุณลักษณะสำคัญของธนบัตรพอลิเมอร์แบบใหม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีงานพิมพ์ด้านความมั่นคงของประเทศ

การเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุพอลิเมอร์: จุดเปลี่ยนของธนบัตรไทย

การนำวัสดุพอลิเมอร์ (Polymer Substrate) มาใช้ผลิตธนบัตรไทยครั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาวิจัยระยะยาว ซึ่งพบว่าพอลิเมอร์มีคุณสมบัติเด่นหลายด้าน ได้แก่

1. ความทนทานสูงกว่ากระดาษถึง 4 เท่า

พอลิเมอร์ไม่ดูดซับความชื้น ไม่อมฝุ่น และไม่ปริแตกง่าย ธนบัตรจึงมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิมหลายเท่า ช่วยลดการพิมพ์ใหม่ ลดต้นทุนของรัฐ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต

2. ปลอดภัยและสะอาดกว่า

พื้นผิวพอลิเมอร์ไม่กักเก็บสิ่งสกปรก ทำให้เหมาะกับการหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมที่ใส่ใจสุขอนามัยภายหลังสถานการณ์โรคระบาดทั่วโลก

3. รองรับระบบอัตโนมัติอย่างมีเสถียรภาพ

ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 และ 100 บาท สามารถใช้งานได้กับเครื่อง ATM/CDM และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยเฉพาะธนบัตร 100 บาทที่สามารถเบิกถอนได้จากตู้ ATM ตั้งแต่วันแรกที่ออกใช้

4. ธนบัตรรุ่นเก่ายังคงใช้ได้ตามปกติ

ธปท. ย้ำชัดว่า ธนบัตรกระดาษเดิมยังคงเป็นเงินชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังคงหมุนเวียนเคียงคู่ธนบัตรพอลิเมอร์ไปอีกหลายปี

คุณลักษณะด้านความปลอดภัยของธนบัตรพอลิเมอร์แบบใหม่

ธนบัตรพอลิเมอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบให้ตรวจสอบได้ง่ายโดยผู้ใช้ทั่วไป ด้วยหลักการ 3 ขั้นตอน “สัมผัส – ยกส่อง – พลิกเอียง” แต่เพิ่มเติมจุดสังเกตเฉพาะวัสดุพอลิเมอร์ดังนี้

1. ช่องใส (Clear Window)

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของธนบัตรพอลิเมอร์ เป็นช่องโปร่งใสมองทะลุได้ ภายในมีลวดลายละเอียดและตัวเลขชนิดราคาที่ถูกพิมพ์แบบดุนนูน ปลอมแปลงยากเพราะต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางระดับสูง

2. จุดสัมผัสสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น

ใช้หมึกพิมพ์นูน (Intaglio) สร้างสัญลักษณ์คล้ายอักษรเบรลล์ มี “เส้นเฉียงนูนใส” ด้านข้างของธนบัตรทั้งสองด้าน ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดทางการมองเห็นสามารถตรวจสอบชนิดราคาได้ด้วยการสัมผัส

3. ลักษณะโดยรวมใกล้เคียงแบบเดิม

เพื่อลดความสับสนของประชาชน ธนบัตรพอลิเมอร์ยังคงโทนสี ลวดลาย และองค์ประกอบศิลป์คล้ายกับธนบัตรกระดาษ แต่ได้รับการปรับความคมชัด ความสว่าง และน้ำหนักสีให้เหมาะกับพื้นผิวพอลิเมอร์

การยกระดับคุณภาพธนบัตรผ่านวัสดุพอลิเมอร์ไม่ได้เพียงเพิ่มความทนทานเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้สามารถนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ขั้นสูงมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการต่อต้านการปลอมแปลงที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนทางงานพิมพ์ในระดับสูง ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 และ 100 บาทแบบใหม่ของไทย จึงมาพร้อมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยหลายชั้น และระบบตรวจสอบด้วยการพลิกเอียง นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนทำงานร่วมกับ “หมึกพิมพ์พิเศษ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงยุคใหม่

เครดิทภาพ: เพจธนบัตรทุกเรื่อง

หมึกพิมพ์พิเศษ (Special Ink) หัวใจของระบบป้องกันการปลอมแปลง

เทคโนโลยีหมึกพิมพ์พิเศษถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของมาตรการรักษาความปลอดภัยบนธนบัตรไทยแบบใหม่ โดยหมึกแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันและทำงานร่วมกับคุณสมบัติของพอลิเมอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

หมึกพิมพ์นูน (Intaglio Ink)

• หมึกหนืดสูงที่ใช้คู่กับแม่พิมพ์ลึกสร้างลักษณะ “นูนสัมผัสได้”

• ใช้ในตำแหน่งตัวเลขราคา ชื่อธนาคาร และพระบรมฉายาลักษณ์

• ช่วยตรวจสอบได้ง่ายด้วยปลายนิ้ว • ให้กลิ่นหมึกเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของธนบัตรจริง

• วัสดุพอลิเมอร์ทำให้ความคมชัดของเส้นนูนสูงขึ้นอีกขั้น เนื่องจากพื้นผิวเรียบและไม่ดูดซึมน้ำหมึก

หมึกเปลี่ยนสีเมื่อพลิกเอียง (Optically Variable Ink – OVI)

• จุดเด่นในธนบัตรพอลิเมอร์แบบใหม่คือการใช้หมึก OVI ในตำแหน่งสำคัญ

• เม็ดสีหลายชั้นสะท้อนแสงต่างมุม ทำให้สีเปลี่ยนอย่างชัดเจน

• ปลอมแปลงยากเพราะต้องใช้เม็ดสีเทคโนโลยีสูงที่ไม่จำหน่ายทั่วไป

• ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบด้วย “การเอียงธนบัตร” ได้ทันที

หมึกเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต (UV Fluorescent Ink)

• หมึก UV ถูกใช้เพื่อรองรับการตรวจสอบในร้านค้า ธนาคาร และเครื่องคัดธนบัตร

• เรืองแสงเฉพาะจุดเมื่อส่องด้วย UV

• ลวดลายเรืองแสงของรุ่นใหม่มีความคมชัดกว่ารุ่นกระดาษ

• ช่วยตรวจจับธนบัตรปลอมได้ในเวลารวดเร็ว

หมึกแม่เหล็ก (Magnetic Ink)

• หมึกที่มีสารแม่เหล็กภายใน ใช้กับระบบตรวจสอบอัตโนมัติ

• จำเป็นต่อเครื่อง ATM, CDM และเครื่องนับเงิน

• มีสัญญาณแม่เหล็กเฉพาะตัวที่เครื่องสามารถอ่านได้

• รุ่นใหม่พัฒนาสัญญาณให้เสถียรขึ้นเพื่อลดการตรวจไม่ผ่านในระบบธนาคาร

หมึกอินฟราเรด (IR Ink)

• ใช้ร่วมกับระบบตรวจสอบความปลอดภัยระดับสถาบันการเงิน

• ตอบสนองต่อแสงอินฟราเรดในรูปแบบเฉพาะ

• เป็นหมึกที่ปลอมแปลงได้ยากเพราะต้องใช้สารต้นแบบเฉพาะ

• เพิ่มชั้นความปลอดภัยให้ธนบัตรพอลิเมอร์เหนือธนบัตรทั่วไป

เครดิตภาพประกอบ: https://www.bot.or.th/

ระบบตรวจสอบคุณภาพหมึกพิเศษในกระบวนการผลิต

เพื่อให้ธนบัตรที่ออกใช้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ธนาคารแห่งประเทศไทยและโรงพิมพ์ธนบัตรต้องดำเนินมาตรการควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด ได้แก่

• ตรวจวัดความหนาและปริมาณหมึกในแต่ละจุด

• ตรวจความทนทานของหมึกต่อการพับ ขีดข่วน และการซักล้าง

• ประเมินการเรืองแสง/เปลี่ยนสีภายใต้ UV, IR และ OVI

• การตรวจสอบระดับสัญญาณแม่เหล็กและการตอบสนองในระบบอัตโนมัติ มาตรการเหล่านี้ร่วมกันทำให้ธนบัตรพอลิเมอร์ของไทยมีมาตรฐานด้านความทนทานและความปลอดภัยเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่ง ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมต่อยอดสู่เทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบเงินสดในอนาคต การออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 และ 100 บาทในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของระบบเงินตราไทย เพราะไม่เพียงปรับเปลี่ยนวัสดุให้มีความทนทานและสะอาดยิ่งขึ้น แต่ยังยกระดับระบบความปลอดภัยด้วย “หมึกพิมพ์พิเศษ” หลากหลายรูปแบบที่ตรวจสอบได้ง่ายแต่ปลอมแปลงได้ยาก ตั้งแต่หมึกนูน หมึกเปลี่ยนสี หมึก UV หมึกแม่เหล็ก ไปจนถึงหมึก IR ซึ่งล้วนทำงานร่วมกับคุณสมบัติของพอลิเมอร์อย่างลงตัว

นวัตกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธปท. ในการพัฒนาคุณภาพธนบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ปลอดภัย สะดวก และเชื่อถือได้ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนให้วงการพิมพ์ด้านความปลอดภัยของประเทศเติบโตสู่ระดับสากลในอนาคต