การออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษแข็ง ตอนที่ 2

การออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษแข็ง ตอนที่ 2

โดย อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก

ตอนที่ 1 ที่พิมพ์ในฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้แนะนำการออกแบบโครงสร้างของกล่องแบบพับได้ โดยสรุปว่าต้องพิจารณา 6 ประเด็น ต่อไปนี้
1. ประเภทและแบบของกล่อง
2. ขนาดของกล่อง
3. ชนิดและน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษ
4. การวางแผ่นคลี่ของกล่องบนกระดาษขนาดมาตรฐาน
5. วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ลงในกล่อง
6. คุณสมบัติของกระดาษแข็ง

5 ประเด็นแรกได้กล่าวไปแล้ว บทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่ 6 คือ คุณสมบัติของกระดาษแข็ง

คุณสมบัติของกระดาษแข็ง แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมต่อการพิมพ์ มีผลต่อประสิทธิภาพในการพิมพ์ เช่น ความเร็วในการพิมพ์ คุณภาพการพิมพ์ คุณสมบัติในด้านนี้ ได้แก่
    • 1.1 ความขาว (Whiteness): ความขาวของกระดาษที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคเมื่อพิมพ์กล่องแล้ว กระดาษที่ผิวมีความขาวสูงมักนิยมใช้เป็นสีพื้นของงานพิมพ์ที่อาร์ตเวิร์คมีพื้นสีขาว ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนในการพิมพ์ได้
    • 1.2 ความเรียบ (Smoothness): กระดาษที่มีผิวเรียบกว่าจะรับหมึกพิมพ์ได้สม่ำเสมอกว่ากระดาษที่มีผิวไม่เรียบ ทำให้คุณภาพการพิมพ์ดีกว่า นอกจากนี้ ความเรียบของผิวกระดาษยังมีผลต่อความมันวาวถ้านำไปลามิเนตกับฟิล์มเมทัลไลซ์ หรือกับฟิล์มฮอโลแกรม กระดาษที่ผิวเรียบจะให้ความมันวาวมากกว่ากระดาษที่ผิวไม่เรียบ ทำให้ดูสวยงามขึ้น
    • 1.3 ความแข็งแรงผิว (Surface Strength): กระดาษที่มีความแข็งแรงผิวต่ำจะทำให้ชั้นเคลือบหลุดออกเมื่อพิมพ์ด้วยความเร็วสูง หรือเมื่อใช้หมึกพิมพ์ที่เหนียว
    • 1.4 ความหนา (Thickness): ความหนาที่ไม่สม่ำเสมอทำให้กระดาษเกิดความโค้งงอ ขอบกระดาษเป็นคลื่น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพงานพิมพ์ เช่น เกิดรอยย่น พิมพ์เหลื่อม ทำให้มีความสูญเสียสูงในการพิมพ์
  2. คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมต่อการแปรรูปและการใช้งาน มีผลต่อประสิทธิภาพในการแปรรูป เช่น การอัดตัดตามแม่แบบ และมีผลต่อความแข็งแรงของกล่องเมื่อบรรจุสินค้าแล้ว รวมทั้งความสามารถในการใช้กับเครื่องบรรจุอัตโนมัติ คุณสมบัติในด้านนี้ ได้แก่
    • 2.1 ความต้านทานการพับ (Folding Endurance): มีความสำคัญต่อการป้องก้นกล่องขาดเมื่อมีการเปิดปิดหลายครั้ง ค่านี้ขึ้นกับคุณภาพของเยื่อกระดาษที่ใช้ผลิตและความหนาของกระดาษ
    • 2.2 ความต้านทานแรงฉีกขาด (Tearing Resistance): มีผลต่อการอัดตัดตามแม่แบบและการตัดในกระบวนการแปรรูป กระดาษแข็งที่มีค่านี้ต่ำจะฉีกขาดง่ายเมื่ออัดตัดตามแม่แบบหรือตัด ทำให้เกิดการสูญเสีย กระดาษแข็งที่มีส่วนผสมของเยื่อใยยาวสูงจะให้ค่านี้สูงกว่ากระดาษที่มีส่วนผสมของเยื่อใยยาวต่ำ
    • 2.3 ความแข็งตึง (Stiffness): หากต้องการกล่องมีความแข็งแรงเมื่อเรียงซ้อน และสามารถใช้กับเครื่องบรรจุอัตโนมัติความเร็วสูงได้ดี จำเป็นต้องใช้กระดาษที่มีความแข็งตึงสูง หากเป็นกระดาษแข็งประเภทเดียวกัน ความหนาที่มากกว่าจะให้ค่าความแข็งตึงมากกว่า หากเป็นกระดาษแข็งต่างประเภทกัน ความหนาที่มากกว่าไม่ได้ให้ค่าความแข็งตึงมากกว่าเสมอไป เพราะค่านี้ขึ้นกับชนิดของเยื่อกระดาษที่ใช้ผลิต หากมีเยื่อใยยาวเป็นส่วนผสมอยู่มากก็จะให้ค่าความแข็งตึงสูงขึ้น การวัดค่าความแข็งตึงนิยมวัดเป็นค่าความต้านทานการโค้งงอ (Bending Resistance)
    • 2.4 การดูดซึมน้ำ (Water Absorption): มีผลต่อการใช้งานกับผลิตภัณฑ์เฉพาะ เช่น อาหารแช่แข็ง สบู่ก้อน (มีการคายความชื้นจากก้อนสบู่ในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากที่ผลิตสบู่) กระดาษที่ผิวในมีค่าการดูดซึมน้ำสูง จะทำให้กล่องนิ่มตัว และเสียรูปได้ คุณสมบัตินี้นิยมวัดโดยวิธีคอบบ์ (Cobb Test)
  3. คุณสมบัติที่เกี่ยวกับการซื้อขายทั่วไป ได้แก่
    • 3.1 น้ำหนักมาตรฐาน (Basis Weight): กระดาษแข็งทุกประเภทที่สั่งซื้อจะต้องระบุน้ำหนักมาตรฐานที่ต้องการเสมอ โดยมีหน่วยเป็นกรัมต่อตารางเมตร นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า gsm (gram per square meter) ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับ คือ ร้อยละ ±3
    • 3.2 ปริมาณความชื้น (Moisture Content): ปริมาณความชื้นในกระดาษขึ้นกับสภาพอากาศ ในฤดูหนาวกระดาษจะมีความชื้นต่ำ ส่วนในฤดูฝนกระดาษจะมีความชื้นสูง มาตรฐานในประเทศไทยได้แนะนำว่าความชื้นของกระดาษไม่ควรเกินร้อยละ 10
      การทดสอบคุณสมบัติของกระดาษที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีหลายรายการที่ต้องใช้เครื่องมือทดสอบในห้องปฏิบัติการและวิธีทดสอบมาตรฐานสากล ผลทดสอบที่น่าเชื่อถือควรทดสอบโดยหน่วยงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพด้านทดสอบ จะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ได้ เช่น ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย ภายใต้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังรูป

เครื่องมือทดสอบคุณสมบัติของกระดาษแข็งบางรายการ ดังรูป

ผู้ผลิตและผู้ใช้กล่องสามารถสืบค้นมาตรฐานการทดสอบคุณสมบัติแต่ละรายการได้ หรือสอบถามจากศูนย์การบรรจุหีบห่อไทยก็ได้ มาตรฐานทดสอบเฉพาะคุณสมบัติที่มีการใช้เสมอกับกล่องกระดาษแข็งแบบพับได้สรุปในตาราง

เนื่องจากกระดาษเป็นวัสดุที่ดูดความชื้นจากสภาวะแวดล้อม ทำให้คุณสมบัติเปลี่ยนไป ดังนั้นก่อนจะทดสอบคุณสมบัติของกระดาษจำเป็นต้องมีการปรับสภาวะทดสอบ (Conditioning)ของชิ้นทดสอบเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ชิ้นทดสอบมีอุณหภูมิและความชื้นสมดุลย (equilibrium) กับสภาวะมาตรฐานซี่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาค (ดังตาราง) การรายงานผลทดสอบของกระดาษ นอกจากต้องระบุว่าใช้มาตรฐานทดสอบอะไรแล้ว จะต้องระบุด้วยว่าใช้สภาวะทดสอบใด ผลทดสอบคุณสมบัติเดียวกันของตัวอย่างเดียวกันแต่ทำที่สภาวะทดสอบต่างกัน จะให้ค่าต่างกันเล็กน้อย หากต้องการเปรียบเทียบผลทดสอบคุณสมบัติเดียวกันของกระดาษต่างชนิดหรือผลิตจากต่างโรงงาน จำเป็นต้องทำที่สภาวะทดสอบเดียวกัน ในประเทศไทยกำหนดให้ใช้สภาวะที่ 27±2 องศา ซ. ความชื้นสัมพัทธ์ 65±2% ซึ่งเป็นสภาวะมาตรฐานของประเทศในเขตร้อนชุ่มชื้น

ข้อแนะนำทั้ง 6 ประเด็นที่กล่าวมานี้จะใช้ในการออกแบบโครงสร้างกล่องสำหรับสินค้าทุกชนิด ผู้ใช้กล่องและผู้ผลิตกล่องจำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาเพื่อให้กล่องมีความเหมาะสมในด้านการผลิต การพิมพ์ การบรรจุ การขนส่ง การใช้งานของผู้บริโภค และต้นทุน ผลของการพัฒนาได้เป็น “ข้อกำหนดของกล่องกระดาษ (Paper Carton Specification)” ซึ่งต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอต่อการสั่งซื้อและการควบคุมคุณภาพโดยผู้ผลิตกล่องและผู้ใช้กล่อง

ข้อกำหนดของกล่องกระดาษแบบพับได้ ควรประกอบด้วย

  1. แบบของกล่องพับได้
  2. ลักษณะเฉพาะของกล่อง เช่น เจาะช่องเป็นหน้าต่าง แล้วติดฟิล์มพลาสติก
  3. ขนาดภายในของกล่อง ระบุเป็น LxWxD หน่วยเป็น มม. แนบ drawing ของกล่อง พร้อมระบุขนาดในแต่ละส่วนให้ชัดเจน
  4. แนวเกรนของกระดาษ แนบ drawing ของกล่อง พร้อมระบุแนวเกรน
  5. ประเภทของกระดาษแข็งและแหล่งในการซื้อ
  6. น้ำหนักกระดาษมาตรฐาน หน่วยเป็นกรัมต่อตารางเมตร (gsm)
  7. คุณสมบัติของกระดาษที่ต้องการ เช่น ค่าความต้านทานการโค้งงอ พร้อมระบุมาตรฐานทดสอบและสภาวะทดสอบ คุณสมบัติใดที่ไม่ต้องการก็ไม่ต้องระบุในข้อกำหนด
  8. ระบบพิมพ์ที่ใช้ จำนวนสีและสีที่ใช้พิมพ์ การตบแต่งหลังพิมพ์ (ถ้ามี) เช่น ขัดเงา ปั๊มนูน ปัมฟอยล์ เป็นต้น โดยแนบกล่องที่พิมพ์และตบแต่งแล้วที่ได้รับอนุมัติจากผู้สั่งซื้อกล่อง เพื่อใช้อ้างอิงในการตรวจสอบคุณภาพ
  9. บาร์โค้ด ระบุตัวเลข ขนาด ตำแหน่ง และสี อ้างอิงกล่องพิมพ์ที่ได้รับอนุมัติแล้วในข้อ 8

ข้อกำหนดของกล่องกระดาษแข็ง (และบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท) เป็นเอกสารควบคุมของผู้ใช้กล่อง มีรูปแบบการจัดวางไม่ตายตัว ขึ้นกับผู้ใช้กล่องซึ่งมักแตกต่างกันไป ส่วนสำคัญที่ต้องมีและอยู่ที่ด้านบนของเอกสารนี้ ได้แก่
• ชื่อบริษัท
• แบรนด์สินค้า ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ พร้อมน้ำหนักบรรจุ
• วันที่ออกข้อกำหนด ระบุว่าใช้ครั้งแรก หรือ เป็นการปรับครั้งที่เท่าใด โดยมักใช้คำว่า revision 0, revision 1, revision 2, …. ระบุว่าปรับแก้ไขอะไร เพื่อสื่อสารให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทราบ และป้องกันการนำข้อกำหนดผิดฉบับมาใช้

ตัวย่างข้อกำหนดของกล่องกระดาษแบบพับได้

ตัวอย่างที่ 1
บริษัท xxx ตราสินค้า xxx
ผลิตภัณฑ์: สบู่ก้อน ขนาดบรรจุ 80, 90, 100 และ 125 กรัม

  1. แบบของกล่อง: Seal end carton
  2. ขนาดภายในของกล่องและรายละเอียดของกล่อง: according to attached drawing
  3. ประเภทกระดาษ: Duplex board 350 gsm with approved mold inhibitor
  4. คุณสมบัติของกระดาษ: see below table

5. ระบบพิมพ์ที่ใช้: Offset printing, 5 colors, print quality shall meet attached print approval carton
6. บาร์โค้ด: Barcode number, position, dimension and color shall be correct per attached print approval carton. Barcode can be read by scanner.

Attached drawing of soap carton and dimensions in mm

ตัวอย่างที่ 2
บริษัท xxx
ตราสินค้า xxx ผลิตภัณฑ์: วิตามินแบบผง 120 กรัม บรรจุในซองพลาสติก

Attached carton drawing

ตัวอย่างที่ 2 จะไม่กำหนดคุณสมบัติในค่าของ stiffness ของกระดาษแข็ง เพราะเป็นกล่องที่ขี้นรูปและบรรจุด้วยคน ต่างจากตัวอย่างที่ 1 ที่กล่องขี้นรูปและบรรจุด้วยเครื่องอัตโนมัติ ความแข็งตึงหรือความต้านทานต่อการโค้งงอ (stiffness) ของกระดาษทำกล่องเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ เพราะมีผลต่อประสิทธิภาพการบรรจุ

จะสังเกตได้ว่าตัวอย่างที่ 1 ข้อกำหนดเป็นกล่องสบู่ที่ทรงเตี้ย จึงไม่ต้องระบุแนวเกรนของกระดาษ แนวเกรนจะอยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ ไม่มีผลต่อการป่องของกล่องเมื่ออยู่บนชั้นวางขาย ส่วนตัวอย่างที่ 2 ก็ไม่ต้องระบุแนวเกรนของกระดาษเช่นกัน เพราะเป็นกล่องขนาดเล็กและสินค้าไม่ได้ไปวางขายในร้านค้าปลีก

การระบุแนวเกรนของกระดาษในข้อกำหนดของกล่องพับได้จำเป็นหากเป็นกล่องทรงสูงที่วางขายในแนวตั้ง บางสินค้า เช่น ยาสีฟัน แม้ว่าใช้กล่องทรงสูง แต่การวางขายมีทั้งวางในแนวตั้งและในแนวนอน ขึ้นกับร้านค้าปลีกและขึ้นกับพื้นทีของชั้นวางสินค้า ดังนั้น กล่องยาสีฟันหลายบรนด์จึงมีการออกแบบ artwork ในแนวตั้ง 1 ด้าน และในแนวนอน 1 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับการวางขาย ดังรูป

ในกรณีนี้ การวางแนวเกรนของกระดาษให้ยึดตามกล่องทรงสูงเป็นหลัก ดังรูป

เอกสารข้อกำหนดของกล่องกระดาษ ที่ส่วนล่างจำเป็นต้องมีการลงนาม ระบุชื่อและตำแหน่งของบริษัทผู้ใช้กล่อง(เจ้าของตราสินค้า) ซึ่งเป็นผู้ทำเอกสารและรับผิดชอบข้อกำหนด รวมทั้งระบุชื่อและตำแหน่งของบริษัทผู้ผลิตกล่องซึ่งเห็นด้วยกับข้อกำหนดนี้ อาจใช้รูปแบบต่อไปนี้ก็ได้

หลังจากลงนามโดยสองฝ่ายแล้ว ให้ใช้เอกสารนี้ในการสั่งซื้อและควบคุมคุณภาพต่อไป เมื่อใดมีการปรับแก้ไขข้อกำหนด ผู้ใช้กล่องต้องให้ผู้ผลิตกล่องรับทราบและเห็นด้วย จากนั้นมีการลงนามใหม่ในข้อกำหนดที่แก้ไข

ประโยชน์ของการมีข้อกำหนดที่สมบูรณ์ของกล่องกระดาษแข็ง (และบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท) มี 2 ประการหลัก คือ

  1. เพื่อให้บริษัทผู้ใช้กล่องนำไปใช้ในการจัดซื้อกล่อง ทำให้สามารถเปรียบเทียบราคาระหว่างแหล่งต่าง ๆ ภายใต้คุณภาพเดียวกันได้ ส่งผลให้ได้บรรจุภัณฑ์ที่มีราคาต่ำแต่คุณภาพได้ตามความต้องการ
  2. ข้อกำหนดมีรายละเอียดด้านคุณภาพที่ชัดเจน (คุณสมบัติ และวิธีทดสอบมาตรฐาน) ที่ผู้ผลิตและผู้ใช้กล่องเห็นชอบร่วมกัน ทำให้ QC ของทั้งสองบริษัทสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพภายใต้วิธีทดสอบและมาตรฐานเดียวกัน ขจัดปัญหาการขัดแย้งที่เกี่ยวข้อง และลดปัญหา rejection ของกล่องได้

จากบทความ 2 ตอนของเรื่องการออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษแข็ง คงมีประโยชน์ต่อผู้ผลิตกล่องและผู้ใช้กล่อง เพื่อให้กล่องมีคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับสินค้า การบรรจุ การลำเลียงขนส่ง การใช้งาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้