การออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษแข็ง ตอนที่ 1

การออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษแข็ง ตอนที่ 1

โดย อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก

กล่องกระดาษแข็งนิยมใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิ (secondary packaging) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค มีจุดเด่นหลายประการ เช่น มีดวามคงรูป วางบนชั้นวางขายได้มั่นคง มีหลากหลายรูปแบบในรูปทรงต่างๆให้เลือกใช้ พิมพ์และตกแต่งผิวได้สวย งาม รวมทั้งไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะกระดาษสามารถรีไซเคิลได้ในเชิงการค้าในแทบทุกประเทศ จุดด้อยของกล่องกระดาษ คือ ดูดความชื้นได้ง่าย ทำให้สูญเสียความแข็งแรง ไม่สามารถป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำและก๊าซได้ จึงไม่เหมาะกับการบรรจุอาหาร หากต้องการบรรจุอาหารโดยตรง (สัมผัสอาหาร) ต้องนำกระดาษไปเคลือบหรือประกบกับพลาสติก และต้องผ่านข้อกำหนดตามมาตรฐาน มอก. 2948-2562 ซี่งเป็นมาตรฐานบังคับที่ได้ประกาศใช้ในสิ้นปี 2568

การออกแบบกล่องกระดาษมี 2 ด้าน คือ การออกแบบโครงสร้าง และ การออกแบบกราฟิก การออกแบบโครงสร้างจะคำนึงถึงความแข็งแรงและการใช้งานให้เหมาะสมกับสินค้าและกระบวนการจัดจำหน่าย ต้นทุนการผลิต ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนการออกแบบกราฟิกจะคำนึงถึงรูปลักษณ์ความสวยงามของกล่อง และการพิมพ์เพื่อสื่อสารกระตุ้นให้ผู้บริโภคสนใจ กล่องสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านที่ผสมผสานกันอย่างดี จึงจะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ

การออกแบบโครงสร้างกล่องกระดาษต้องเริ่มก่อนการออกแบบกราฟิกเสมอ โดยครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้

1. ประเภทและแบบของกล่อง

2. ขนาดของกล่อง

3. ชนิดและน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษ

4. การวางแผ่นคลี่ของกล่องบนขนาดกระดาษมาตรฐาน

5. วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ลงในกล่อง

6. คุณสมบัติของกระดาษ

ประเภทของกล่อง

กล่องกระดาษแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ กล่องพับได้ (folding carton) และ กล่องขึ้นรูปสำเร็จ (set up box) กล่องพับได้จะได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากแบนราบได้เมื่อเป็นกล่องเปล่า ทำให้ไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ในการเก็บ มีหลายแบบและหลายรูปทรง ตบแต่งหลังพิมพ์ได้สวยงาม ในขณะที่กล่องขึ้นรูปสำเร็จมักใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงหรือต้องการความคุ้มครองเป็นพิเศษ เช่น กล่องรูปร่างเฉพาะ กล่องขนมไหว้พระจันทร์
กล่องเหล้า เป็นต้น เนื่องจากกล่องกระดาษแบบพับได้มีแนวโน้มการเติบโตสูงเพราะสามารถใช้ได้กับสินค้าแทบทุกประเภท อีกทั้งมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ผลิตหนังสือได้ขยายโรงงานมาผลิตกล่องกระดาษ บทความนี้จะให้ข้อแนะนำในการออกแบบโครงสร้างของกล่องกระดาษแบบพับได้ โดยไม่รวมกล่องที่ใช้สัมผัสอาหารโดยตรง ดังนี้

1. การเลือกแบบของกล่องพับได้:

กล่องมีหลายแบบ โดยมีชื่อเรียกเฉพาะ แต่ละแบบมีแผ่นคลี่ (เรียกว่า Blank) ต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการวาง layout ของกล่องบนแผ่นกระดาษมาตรฐาน ตัวอย่างแบบกล่องที่นิยมใช้และแผ่นคลี่ ดังรูป

แบบกล่องที่แนะนำสำหรับอาหาร คือ กล่องแบบฝาติดกาวทั้งฝาบนและฝาล่าง เพื่อสามารถทิ้งร่องรอยให้เห็นเมื่อถูกเปิด (Tamper Evidence) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความสะอาดของโรงงานผลิตว่าได้ป้องกันสิ่งแปลกปลอมลงไปในกล่อง อันจะช่วยส่งเสริมตราสินค้าได้ทางหนึ่ง กล่องแบบนี้ควรมีการทำรอยปรุที่ฝาและควบคุมปริมาณกาวที่ใช้และตำแหน่งการทากาวให้เหมาะสม เพื่อให้ฝากล่องฉีกเปิดได้ง่ายตามแนวรอยปรุโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ดังรูป

แบบของกล่องที่ไม่แนะนำ คือ

– กล่องฝาด้านล่างเป็นฝาแบบล็อก ส่วนฝาบนเป็นแบบเสียบ หรือแบบติดกาว เพราะฝาแบบล็อกและฝาแบบเสียบเมื่อเปิดแล้ว ปิดฝาใหม่ได้โดยไม่มีร่องรอยให้เห็น จึงไม่ป้องกันการถูกขโมยเปิด

บางรายมีการใช้ฟิล์มหดหุ้มกล่องดังกล่าว ดังรูป แม้ว่าจะป้องกันการขโมยเปิดได้ แต่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านวัสดุ แรงงาน และพลังงานในการใช้ลมร้อนเป่าให้ฟิล์มหดตัว

– กล่องที่มีส่วนยื่นขึ้นมาด้านบนหรือด้านข้าง ฝากล่องไม่แบนเป็นระนาบ นอกจากทำให้สิ้นเปลืองกระดาษแล้ว ยังมีปัญหาในการวางซ้อนในกล่องขนส่ง รวมทั้งทำให้กล่องขนส่งมีขนาดใหญ่และราคาสูงตามไปด้วย

2. การกำหนดขนาดของกล่อง:

ควรเหมาะสมกับขนาดของบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ กล่องที่ใหญ่เกินไปจะทำให้มีช่องว่างในกล่องมากไป ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิกระทบกระแทกกับกล่องในระหว่างการลำเลียงขนส่ง ผลิตภัณฑ์อาจเกิดการแตกหรือเสียรูปได้ อีกทั้งไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้กระดาษมากเกินความจำเป็น ส่วนกล่องที่มีขนาดเล็กเกินไปจะทำให้การบรรจุบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิลงในกล่องไม่สะดวก หรือหยิบออกจากกล่องลำบาก ตัวอย่างกล่องที่มีขนาดใหญ่เกินไป ดังรูป

ขนาดของกล่องควรระบุเป็นขนาดภายใน เป็น ความยาวxความกว้างxความลึกหรือความสูง (LxWxD) หน่วยเป็น มม. ความยาว และความกว้างเป็นด้านฝาเปิด ดังรูป

3. การเลือกชนิดและน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษ:

ชนิดของกระดาษต้องสัมพันธ์กับมูลค่าของสินค้า และตำแหน่งในการวางขายผลิตภัณฑ์ในเชิงการตลาด เช่น กล่องที่ใช้กับสินค้าที่ราคาขายไม่สูงนักและต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรใช้กระดาษดูเพล็กซ์ ซึ่งมีส่วนผสมของเยื่อเศษกระดาษประมาณ 70% ถ้าสินค้าขายในระดับสูงควรใช้กระดาษอาร์ตการ์ด ถ้าต้องความโดดเด่นและแตกต่างอาจใช้กระดาษแข็งเมทัลไลซ์หรือฮอโลแกรมที่ราคาสูง ถ้าต้องการให้ภาพลักษณ์ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาจใช้กระดาษเหนียวสีน้ำตาลก็ได้

นอกจากการเลือกชนิดกระดาษแล้ว ยังต้องเลือกน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษโดยพิจารณาจากขนาดของกล่องและน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ กล่องขนาดใหญ่และผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักมากต้องใช้กระดาษที่มีน้ำหนักมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักสินค้าได้ และป้องกันกล่องเสียรูปในระหว่างการจัดจำหน่าย การเลือกน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษอาจใช้ข้อแนะนำดังตารางต่อไปนี้

4. การวางแผ่นคลี่ของกล่องบนขนาดกระดาษมาตรฐาน:

ต้องพิจารณาแนวเกรน (MD) ของกระดาษ หากเป็นกล่องทรงสูงและวางขายในแนวตั้ง ต้องให้แนวเกรนอยู่ขนานในแนวนอน เพื่อป้องกันกล่องป่อง (box bulge) เมื่ออยู่บนชั้นวางขายเป็นเวลานาน หากเป็นกล่องทรงเตี้ย แนวเกรนจะอยู่ในแนวนอนหรือตั้งก็ได้ ขึ้นกับว่าวางแนวใดที่สามารถให้จำนวนกล่องบนชั้นวางขายได้มากกว่า

ในประเทศไทยอุตสาหกรรมผลิตกระดาษนิยมระบุขนาดกระดาษเป็นหน่วยของนิ้ว เริ่มด้วยความยาวตามแนวขวางเครื่อง (CD) แล้วตามด้วยควายาวในแนวขนานเครื่อง (MD) เช่น ขนาดกระดาษมาตรฐาน 31×43 นิ้ว หมายถึง ความยาวในแนว CD เป็น 31 นิ้ว ในแนว MD เป็น 43 นิ้ว ดังรูป หากลูกค้าต้องการขนาดกระดาษที่ต่างไปจากขนาดมาตรฐานนี้ ลูกค้าต้องทำการตกลงเฉพาะกับผู้ผลิตกระดาษ ถ้ามีปริมาณการสั่งซื้อที่สูงและสามารถจัดแบ่งหน้ากระดาษลงกับเครื่องผลิตได้ ผู้ผลิตกระดาษอาจจะผลิตให้ได้

ราคากล่องเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ใช้กล่อง ประมาณร้อยละ 60-70 ของราคากล่องมาจากราคาของกระดาษที่ใช้ การเลือกชนิดและน้ำหนักมาตรฐานของกระดาษให้เหมาะสมกับสินค้าเป็นสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นพิจารณาแบบกล่องและพื้นที่ของแผ่นคลี่ของกล่อง แบบของกล่องที่แผ่นคลี่ใช้พื้นที่ของกระดาษน้อยหรือเหลือเศษน้อยเมื่อจัดเรียงบนขนาดกระดาษมาตรฐานจะทำให้ราคากล่องต่ำกว่าแบบของกล่องที่มีแผ่นคลี่ที่ใช้พื้นที่ของกระดาษมากหรือเหลือเศษมาก ตัวอย่างการจัดแผ่นคลี่กล่องที่สามารถใช้พื้นที่ของขนาดกระดาษมาตรฐานได้สูงสุด เพื่อให้เหลือเศษกระดาษน้อยที่สุด ดังแสดงในรูป

5. วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ลงในกล่อง: ผู้ประกอบที่ใช้กล่องไม่มากมักใช้คนในการบรรจุสินค้าลงในกล่อง ถ้ามีการใช้กล่องจำนวนมาก ควรใช้เครื่องบรรจุอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติแทนการบรรจุด้วยคน เพราะได้ประโยชน์หลายประการ เช่น ลดค่าใช้จ่ายของแรงงาน ลดค่ากาวทีใช้ในการปิดฝากล่อง ลดการสูญเสียที่เกิดจากความผิดพลาดของคน อีกทั้งเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย เครื่องบรรจุกล่องมีหลายรุ่นในราคาต่างๆกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดกล่อง รูปแบบกล่อง และความเร็วที่ต้องการ

ฉบับหน้า พบกับตอนต่อไปของการออกแบบโครงสร้างของกล่องพับได้ ซึ่งจะเป็นเรื่อง “คุณสมบัติของกระดาษ และการออกข้อกำหนดของกล่องกระดาษแบบพับได้”