ฟาสต์ฟู้ดต้องปรับตัว ผู้ผลิตต้องปรับเกม เมื่อผู้บริโภคออสเตรเลียเปลี่ยนทิศสู่ความยั่งยืน
ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่รับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สุชปา เนตรประดิษฐ์
ในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขยะจากบรรจุภัณฑ์อาหารจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีทั้งนโยบายจากภาครัฐและกระแสความตื่นตัวของผู้บริโภคที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่รับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด (fast food) เบเกอรี่ คาเฟ่ หรือร้านชากาแฟในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทานในร้าน สั่งกลับบ้าน โทรสั่งเดลิเวอรี หรือสั่งออนไลน์ผ่าน App แล้วไปรับเอง (Pick-up) ต่างก็ปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างแพร่หลาย
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนอุปกรณ์รับประทานอาหารจากพลาสติกมาใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ไม่ว่าจะเป็นช้อน ส้อม ตะเกียบ หรือมีดที่ทำจากไม้ รวมถึงจาน ชาม ถ้วยกาแฟ หรือแม้แต่ฝาปิดถ้วยที่ผลิตจากเยื่อกระดาษอัดขึ้นรูป (pulp mold) สำหรับใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single-use) เครื่องดื่มร้อนพวกชากาแฟก็จะมีแท่งไม้คนให้ ส่วนเครื่องดื่มเย็นก็ใช้หลอดกระดาษที่มีความเหนียว ทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำ จึงสามารถทดแทนหลอดพลาสติกได้อย่างเหมาะสม เราจึงพบเห็นอุปกรณ์แบบนี้ได้ทั่วไปในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ศูนย์อาหาร (food court) และร้านกาแฟทั่วไป ด้วยเหตุผลหลักคือ
- ข้อจำกัดทางกฎหมาย (Plastic Ban Laws): หลายรัฐในออสเตรเลีย เช่น นิวเซาท์เวลส์ (NSW), วิกตอเรีย (VIC), ควีนส์แลนด์ (QLD) และเซาท์ออสเตรเลีย (SA) ได้มีการต่อต้านการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastics) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช้อนส้อมพลาสติก จานพลาสติก หลอดพลาสติก และกล่องโฟม ธุรกิจร้านอาหารต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ (Compostable/Biodegradable) หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค: ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียจำนวนมากใส่ใจในปัญหาเรื่องขยะพลาสติกในทะเล ปัญหาภาวะโลกร้อน ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น การเลือกใช้วัสดุทางเลือกแบบยั่งยืนอย่างเช่น ไม้ กระดาษ หรือเยื่อจากพืช จึงตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ “ใส่ใจโลก” ได้อย่างลงตัว
- แรงกดดันจากแบรนด์และองค์กร: บริษัทใหญ่ เช่น McDonald’s, KFC, Hungry Jack’s (Burger King) มีนโยบายระดับโลกในการลดพลาสติก จึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุแบบใหม่ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อสร้าง “ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน” โดยไม่เน้นแค่ผลกำไรในระยะสั้น แต่ยังใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ผู้บริโภค และสังคมในระยะยาว
วัสดุที่นิยมใช้ทดแทนพลาสติกอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ไม้ไผ่ หรือ ไม้เบิร์ช สำหรับผลิตช้อนส้อม และมีด เนื่องจากมีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับใช้งาน และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ การพิมพ์ตัวอักษรบนช้อนส้อมไม้ในออสเตรเลียมักใช้เทคนิคที่เน้นความปลอดภัยต่ออาหาร (food-safe) และความคงทนของลายพิมพ์ต่อความเปียกชื้น เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสอาหารโดยตรง โดยเทคนิคที่นิยมใช้คือ การยิงเลเซอร์ (Laser Engraving) ในการสลักตัวอักษรลงบนไม้โดยตรง ข้อดีคือ คงทนถาวร ไม่หลุดลอก ลวดลายคมชัดแม้จะมีรายละเอียดที่เล็กมาก และไม่ต้องใช้หมึกพิมพ์หรือสีใด ๆ หากมีการพิมพ์ต่อเนื่องยาวอาจใช้แม่พิมพ์เป็นบล็อกเหล็กแบบพื้นนูนคล้ายบล็อกปั๊มทอง กดพิมพ์ด้วยความร้อน (Heat Stamping หรือ Branding) ลงบนเนื้อไม้ได้ แต่จะให้ลวดลายที่มีลักษณะเหมือนไม้ไหม้ดำเล็กน้อย ซึ่งอาจสวยงามแบบธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การพิมพ์หรือหรือการสร้างลวดลายใด ๆ ที่อยู่บนช้อนส้อมไม้ต้องไม่เป็นพิษ ไม่หลุดลอกง่าย และควรผ่านการรับรองจากหน่วยงาน FSANZ (Food Standards Australia New Zealand) เพราะออสเตรเลียมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารที่เข้มงวด ดังนั้น หากต้องการผลิตวัสดุอุปกรณ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับอาหารเพื่อขายในออสเตรเลีย จำเป็นต้องรับการตรวจสอบให้แน่ใจว่า เทคนิคและวัสดุทั้งหมดปลอดภัยต่อผู้บริโภค และควรมีเอกสารยืนยันความปลอดภัยของหมึกหรือวิธีพิมพ์นั้นด้วย
อีกวัสดุหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ เยื่อพืชอัดขึ้นรูป (pulp mold) ซึ่งนำมาทำจานชามหรือฝา มีลักษณะคล้ายจานที่ทำจากเยื่อชานอ้อยในบ้านเรา ซึ่งมีคุณสมบัติที่ย่อยสลายง่าย และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถทำลวดลายของข้อความหรือแบรนด์บนถาดหรือชามใส่อาหาร หรือฝาของถ้วยกาแฟ ที่ทำเป็น pulp mold ได้โดยใช้เทคนิคตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ ซึ่งมีแม่พิมพ์ตัวผู้และตัวเมียประกบกัน ลวดลายมีลักษณะเหมือนปั๊มนูนหรือปั๊มจม (embossing/debossing) โดยทำการแกะสลักลวดลายหรือตัวอักษรไว้ที่แม่พิมพ์เลย ลวดลายจะปรากฏเป็นลายนูนหรือลายจมบนพื้นผิวของชามหรือฝาทันทีเมื่อนำเยื่อกระดาษมากดขึ้นรูป อาจมีค่าใช้จ่ายสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ถ้าใช้ในการผลิตระยะยาวและจำนวนมากก็คุ้มค่า เพราะลดต้นทุนการพิมพ์ด้วยหมึกและมีความปลอดภัยต่ออาหาร หรืออาจใช้แม่พิมพ์ร้อนกดลาย (Hot Press Embossing) หลังการขึ้นรูปชามหรือฝาแล้วก็ได้
ขยะจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น เศษอาหาร เศษพืช วัสดุอินทรีย์ และพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ (biodegradable bioplastic) เช่น PLA (Polylactic Acid), PHA (Polyhydroxyalkanoates) ซึ่งผลิตจากพืชที่มีแป้งหรือน้ำตาลสูง เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย สามารถทิ้งลงในถังขยะที่มีสัญลักษณ์รูปใบไม้สีเขียว พร้อมคำว่า “Compost” ซึ่งแสดงว่า ขยะเหล่านี้สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือในสภาวะที่เหมาะสม เช่น ในระบบการทำปุ๋ยหมัก (Composting) กระบวนการนี้จะเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่มีประโยชน์ทั้งต่อดิน สิ่งแวดล้อม และการเกษตร การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย จะช่วยเร่งการหมักให้เร็วขึ้น ย่อยสลายได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช นับเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบการผลิตอีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แนวทางนี้ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือนำไปเผา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยลดต้นทุน รวมถึงตัดความยุ่งยากในการจัดการขยะด้วยวิธีการรีไซเคิล
หากเป็นระบบจัดการขยะในประเทศไทย ก็สามารถทิ้งลงในถังขยะสีเขียวที่ใช้สำหรับขยะอินทรีย์และเศษอาหาร รวมถึงวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หากไม่มีถังขยะสีเขียวในพื้นที่นั้น ๆ สามารถทิ้งลงในถังขยะทั่วไป (สีน้ำเงิน) แต่ขยะทั่วไปของออสเตรเลียเขาใช้สัญลักษณ์สีแดง ที่เขียนว่า “General Waste” ซึ่งจะถูกนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ถึงแม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติในหลุมฝังกลบ แต่กระบวนการนี้จะใช้เวลานานกว่าการย่อยสลายเป็นปุ๋ยหมักภายใต้สภาวะที่เหมาะสม (compost) อย่างไรก็ตาม ภาชนะอาหารประเภท pulp mold ไม่ควรทิ้งในถังขยะรีไซเคิลหรือถังขยะสีเหลือง เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนจากเศษอาหาร ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทิ้งวัสดุเหล่านี้ในถังรีไซเคิลอาจทำให้กระบวนการรีไซเคิลเสียหายหรือไม่ได้ผลตามที่คาดหวังอีกด้วย
ภาชนะประเภทจานชามหรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อพืชอัดขึ้นรูป (pulp mold) มักผลิตจากวัสดุธรรมชาติหลากหลายชนิด โดยทั่วไปนิยมใช้เยื่อที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งสามารถนำมาขึ้นรูปเป็นภาชนะใช้แล้วทิ้งที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ชามที่ทำจากเยื่อพืชอัดขึ้นรูป (pulp mold) จะมีความปลอดภัยสำหรับการใส่อาหาร รักษารูปทรงได้ดี และไม่จำเป็นต้องเคลือบด้วยสารพอลิเมอร์ที่เสมือนฟิล์มพลาสติก เพื่อป้องกันการซึมผ่านของน้ำและน้ำมัน การใช้วัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะจากพลาสติก แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมไม้อีกด้วย เยื่อพืชที่นิยมใช้ ได้แก่
- เยื่อชานอ้อย (Bagasse) ซึ่งได้จากเศษอ้อยที่เหลือหลังจากการผลิตน้ำตาลเป็นวัสดุที่นิยมมากในผลิตภัณฑ์สำหรับใส่อาหาร (Food-grade) ทนความร้อน สามารถรองรับอาหารร้อน และย่อยสลายได้ดี
- ฟางข้าวสาลี หรือเยื่อฟาง (Wheat Straw Pulp) ที่ได้จากเศษเหลือของต้นข้าวสาลีหลังการเก็บเกี่ยว ย่อยสลายง่าย และไม่เป็นพิษ มักใช้ทำชามหรือจานที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
- เยื่อไม้ (Wood Pulp) ได้จากต้นไม้ เช่น ต้นสน หรือยูคาลิปตัส ซึ่งปลูกกันมากมายในออสเตรเลีย ให้เยื่อที่แข็งแรง ใช้ในกรณีต้องการความทนทานสูง
- เยื่อไม้ไผ่ (Bamboo Pulp) ได้จากธรรมชาติจริง ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และย่อยสลายได้เร็ว เริ่มนิยมใช้มากขึ้นในสินค้ารักษ์โลก








