Web to Print (W2P)
Written on Saturday, 18 February 2012.
หลักการเลือกใช้หมึก UV ให้ถูกประเภท
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมขอเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจสำหรับที่ผ่านมาและผมเชื่อว่าทุกอย่างกำลังเข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้านี้ขอร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กันต่อไปครับ ในส่วนของบทความฉบับนี้เป็นการขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Web to Print (ซึ่งต่อไปผมขอเรียกว่า W2P ครับ) ว่าเป็นอย่างไร? ทำงานแบบไหน? มีกี่ระบบ? ความแตกต่างเป็นอย่างไร? และต้องเตรียมตัวอย่างไร? เรามาว่ากันต่อเลยนะครับ
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ระบบ W2P เป็นการเปิดหน้าร้าน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Web Store Front วัตถุประสงค์ก็เพื่อสามารถสนับสนุนการทำงานของโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ หรืออื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานพิมพ์ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการทำงาน
W2P เป็นการเปิดโรงพิมพ์ Online เหมือน 7-11 คือเปิด 7 วัน 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ทำให้ลูกค้าสามารถ เลือกซื้อ สั่งซื้อ งานพิมพ์ หรือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้ตลอดเวลา จากทุกมุมโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่แคบๆ อีกต่อไป ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจมีข้อสงสัยว่า W2P มีประโยชน์อย่างอื่นนอกจากการรับงานผ่าน Web หรือไม่? ถ้าไม่มี มันก็ไม่ต่างจากทุกวันนี้ที่ลูกค้าสามารถส่งงานผ่านทาง E-mail (มีข้อจำกัด คือไม่เกิน 10 MB ต่อไฟล์) หรือการส่งงานผ่าน FTP Server (File Transfer Protocol) ที่สามารถส่งงานมาให้โรงพิมพ์ได้โดยตรงเช่นกัน
ดังนั้นผมขออธิบายประโยชน์ที่มากกว่าของ W2P คร่าวๆ ดังนี้ครับ:-
1. มีระบบ User Name/Password หรือ Account Management:
การใช้ระบบ W2P ต้องมีการจัดการทางด้าน User Name และ Password ซึ่งก็คือ การเก็บข้อมูลที่จำเป็นของลูกค้าที่เข้ามาใช้ระบบ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เพศ, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, งานอดิเรก และสิ่งที่สนใจต่างๆ ทำให้ผู้สร้างระบบ W2P สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างเป็นฐานข้อมูล และนำไปใช้งานต่อในด้านของ Campaign ทางการตลาด เช่น ส่วนลดเมื่อถึงวันเกิด, การจัดงานกิจกรรมให้กับลูกค้าคนสำคัญ นอกจากนั้นแล้วยังสามารถที่จะ Tracking ข้อมูลถึงยอดการสั่งซื้อ, จำนวนครั้งของการสั่งซื้อ หรืออื่นๆ แล้วนำมาวิเคราะห์หากิจกรรมทางการตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่ทำการแบ่งเอาไว้ (Segmentation) เพื่อเป็นการเร่ง หรือกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ การมีฐานข้อมูลของลูกค้ามากๆ อาจนำมาซึ่งธุรกิจใหม่ เช่น Database Management เป็นต้น ด้วยระบบ Account Management นี้จะช่วยให้การสั่งงานพิมพ์เป็นไปได้อย่างราบรื่นและเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น มีระบบการ Approval ที่โดดเด่นเช่น กำหนดสิทธิ์ให้คนสั่งงานในบริษัทฯ เป็น Simple User แล้วงานจะถูกส่งต่อไปยังแผนกจัดซื้อ หรือ หัวหน้างาน หรือ ผู้มีสิทธิ์ในการอนุมัติงานทำให้การสั่งงานมีการควบคุมที่เป็นระบบ และมีความถูกต้อง แม่นยำ

2. มีระบบ Ordering ตามรูปแบบงานที่ตั้งเอาไว้ (Template Ordering):
ระบบ W2P สามารถช่วยให้การสั่งงานพิมพ์ทำได้อย่างสะดวก รวดเร็วมากกว่าการส่งงานผ่านทาง E-mail หรือ FTP Server ต่างๆ เพราะว่าลูกค้า (End User) สามารถสั่งงานผ่านระบบ Template ที่ต้องการได้ เช่น การสั่งหนังสือรูปแบบต่างๆ, นามบัตร, แผ่นพับ, ใบปลิว เป็นต้น โดยจะเป็นระบบ Shopping Cart หรือรถเข็นใส่สินค้า ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำธุรกรรม Online ที่ทุก Website ต้องมี นอกจากนั้นแล้วยังสามารถทำเป็น HTML Catalog หรือเมนูงานพิมพ์ แล้วส่งผ่านไปให้ลูกค้าเลือกทาง E-mail เมื่อลูกค้าเลือกแล้วจะสามารถเข้ามาสั่งงานในระบบได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับการสั่งงานแบบ Non-Printing ซึ่งหมายถึงระบบ W2P สามารถนำ Product อื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานพิมพ์มาขายได้อีกด้วย เหมือนระบบ E-Commerce (การทำธุรกรรมทาง Internet) เช่น แก้วน้ำ, เสื้อ, แผ่น CD เป็นต้น
3. มีระบบ Preflight หรือระบบตรวจเช็คไฟล์งานก่อนพิมพ์:
การสั่งงานพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการงานพิมพ์, โรงพิมพ์ (ต่อไปจะเรียกว่า Print Provider หรือ PP) หรือ ผู้สั่งงานพิมพ์, ลูกค้า (ต่อไปจะเรียกว่า Print Buyer หรือ PB) สิ่งที่ทั้ง PP และ PB ต้องการคือ งานพิมพ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งคำว่าคุณภาพประกอบไปด้วยการใช้ Font ถูกต้อง, การใช้ Color Profile ที่ถูกต้อง, การป้องกันปัญหาเรื่อง Transparency, ขนาดของงานถูกต้องตามความต้องการ และอื่นๆ ดังนั้นระบบที่มีความสำคัญกับงานพิมพ์เป็นอย่างมากในปัจจุบันก็คือ ระบบการ Preflight หรือระบบการตรวจเช็คไฟล์งานก่อนพิมพ์ ซึ่งผมเคยอธิบายไปแล้วเกี่ยวกับ Preflight (หาอ่านได้ในบทความที่เกี่ยวกับการ Preflight ของผมก่อนหน้านี้) ระบบ Preflight เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้ PP และ PB ทราบว่า งานที่ส่งไปพิมพ์นั้นมีความถูกต้องในองค์ประกอบต่างๆ ครบถ้วนหรือไม่? เช่น Font ถูกต้อง, มีสีพิเศษ (Spot Color) ถูกต้อง และอื่นๆ ซึ่งระบบการ Preflight ด้วย W2P จะทำการวิเคราะห์ไฟล์งาน แล้วแจ้งออกมาเป็น Report แบบ Real Time ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้ PB ทราบถึงไฟล์ที่ส่งพิมพ์ว่ามีความพร้อมขนาดไหน? มีปัญหาอยู่ที่ใด? จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือส่งให้ทาง PP ช่วยแก้ (ทาง PP อาจจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้เป็น Caseby Case) ในส่วนของ PP ก็จะทราบว่างานที่ได้ถูกต้อง หรือไม่? มีปัญหาอยู่ที่ใด? ลดของเสียที่เกิดขึ้นในการทำงานได้เท่าไหร่? ลดการเสียเวลาในการไปวิเคราะห์ปัญหาได้กี่นาที หรือกี่ชั่วโมง? เนื่องจากระบบจะทำการเช็คให้แบบอัตโนมัติอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งของระบบ W2P เลยทีเดียว

4. มีระบบการคิดราคาที่ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน:
การคำนวณราคาถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของระบบ W2P โดย PB สามารถเห็นราคาของสิ่งพิมพ์ที่สั่งได้ครบทุกอย่างก่อนการสั่งงานจริงทำให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วนของ PP ก็สามารถที่จะตั้งราคาได้หลากหลาย เช่น การตั้งราคาตามรูปแบบงานต่างๆ (Template Pricing), การตั้งราคาแบบงานต่องาน, การใช้ตาราง Excel ทำงานควบคู่กันกับ W2P เพื่อคำนวณราคาที่ซับซ้อน, การตั้งราคาตาม User ที่ Log-in โดยให้ส่วนลดที่แตกต่างกัน (Difference % Discount) นอกจากนั้นแล้วยังสามารถนำวัสดุสิ้นเปลือง เช่น กระดาษ, หมึก, ค่าตั้งเครื่องพิมพ์, การคำนวณเผื่อเสียในแต่ละงาน, ค่าแรงพนักงาน, ค่าใช้จ่ายในการทำงานหลังพิมพ์ อาทิเช่น ค่าเคลือบ UV และ ค่าเข้าเล่มแบบไสสันทากาว, การคำนวณราคาสิ่งพิมพ์แบบขั้นบันได ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถคำนวณการ Charge เงินกับลูกค้าในรูปแบบต่างๆ ได้อีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บงานพิมพ์ให้กับลูกค้า, ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อสั่งพิมพ์งานด่วน เป็นต้น
5. มีระบบการจัดการกระบวนการทำงาน (Workflow) ภายในโรงพิมพ์ได้เต็มรูปแบบ:
ระบบ W2P นี้ มีการสนับสนุนการทำงานพิมพ์ที่ไม่เฉพาะแค่การทำงานพิมพ์ด้วยระบบ Digital เท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบ Offset ที่เป็นผู้นำในการผลิตสิ่งพิมพ์ในโลกปัจจุบันด้วย เช่น การนำ W2P มาบริหารจัดการ Workflow ภายในโรงพิมพ์ (Business Flow Control) เช่น การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง, การบริหารเรื่องวัสดุสิ้นเปลือง อาทิเช่น หมึก และ กระดาษ, การทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมคิวงานพิมพ์, การตรวจเช็คไฟล์งานก่อนพิมพ์ (Preflight), การแปลงไฟล์งานเป็น PDF (PDF Conversion) การจัดหน้าพิมพ์และกระดาษที่ใช้พิมพ์มีความเหมาะสมกับงานพิมพ์ (Best Fit Imposition) การขยายงานพิมพ์เพื่อเผื่อตัดตก (AutomaticBleed Setting) การทำใบสั่งงาน (Job Ticketing) การTracking Status งานพิมพ์ว่าอยู่ในส่วนใด การทำใบเสนอราคาทั้งแบบ Paper Quotation และ E-Quotation ซึ่งทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์อย่างมากจากระบบ W2P ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ในแง่ของการเปิดโรงพิมพ์ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ยังสามารถนำมาลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Backend Software หรือ ERP (Enterprise Resource Planning) Software ขนาดย่อมๆ ได้เลย
6. มีระบบบริหารการจัดส่ง:
ระบบ W2P ยังครอบคลุมไปถึงระบบการจัดส่ง ซึ่งสามารถเลือกระบบ Courier ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น DHL, UPS หรือ FEDEX ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว รวมทั้งยังรองรับ Courier ยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย เช่น ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น เพียงลูกค้ากรอกรายละเอียดที่อยู่ให้เรียบร้อย และบันทึกไว้ในระบบ เมื่อมีการสั่งงานซ้ำ ก็สามารถดึงข้อมูลมาใช้งานได้ทันที ลดเวลาในการสั่งงานของลูกค้า
7. มีระบบการจ่ายเงินที่ครบถ้วน:
การทำงานผ่านระบบ W2P ที่สมบูรณ์แบบนั้น การชำระเงินก็เป็นหัวใจอีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งระบบ W2P ที่ดี ต้องสามารถรองรับลูกค้าได้ทั้งแบบ B2B (Business to Business) หรือ การทำธุรกิจแบบบริษัทกับบริษัท และการรองรับลูกค้าแบบ B2C (Business to Customer) โดยการจ่ายเงินก็ต้องสามารถทำได้ทั้งแบบทั่วๆ ไป เช่น การโอนเงินผ่านทางธนาคาร, การจ่ายเงินผ่าน Mobile Banking, การจ่ายเงินผ่าน Credit Card อาทิเช่น VISA และ Master Card, ผ่านทางระบบการจ่ายเงิน Online ระดับโลก (E-Payment Gateway) อาทิเช่น PayPal (ปัจจุบันสนับสนุนสกุลเงินบาทแล้ว), Authorize.net รวมทั้งการจ่ายเงินผ่านบัตร Credit ผ่านทางธนาคารหลักของประเทศไทย อาทิเช่น ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Local PaymentGateway โดยจะต้องสามารถเขียนโปรแกรม (โดยการซื้อการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติม) ที่เป็น Interface หรือ API ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่าง W2P Software และ Payment Connector ของธนาคารนั้นๆ ด้วย ถ้ามีครบถ้วนตามที่กล่าวมานี้ ทาง PP ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการจ่ายเงิน หรือ กังวลกับปัญหาต่างๆ เช่น สั่งพิมพ์งานแล้วไม่จ่ายเงิน จนมีของเสียเกิดขึ้น ซึ่งตัวลูกค้าเองก็สามารถมั่นใจได้เกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงิน Online แบบ Verified by Visa กับ Master Secure Code ด้วยเช่นกัน รวมทั้งปัจจุบันมี พ.ร.บ เกี่ยวกับการทำธุรกรรม Online ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมั่นใจเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย และได้รับของที่มีคุณภาพด้วย
8. มีระบบการเชื่อมต่อกับ MIS Systems เพื่อให้เป็นระบบ CIP4 ที่สมบูรณ์แบบ:
ด้วยระบบ W2P ในปัจจุบัน มี Software ที่สามารถบริหารจัดการ Workflow ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงสามารถสนับสนุนการทำงานของ CIP4 ได้อย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกัน โดย CIP4 มาจาก CIP3 ที่ผนวกรวมการทำงานก่อนพิมพ์, งานพิมพ์ และงานหลังพิมพ์ผ่าน Format ที่เรียกว่า PPF แต่ในปัจจุบัน เรามีระบบที่เรียกว่า CIP4 ซึ่งผนวกรวมการทำงานก่อนพิมพ์, งานพิมพ์, งานหลังพิมพ์ และ Process เพื่อควบคุมกระบวนการทำงานต่างๆ ผ่านทาง MIS Systems โดย Format ในการทำงานคือ มี JDF (Jobs Definition Format) หรือ ใบสั่งงาน Electronic ทำงานร่วมกับ PDF ไฟล์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ W2P ที่ดี ก็ควรจะครอบคลุมการทำงานทั้งหมดนี้ด้วย
ผมคิดว่าทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมา คงพอทำ.ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านเห็นภาพความแตกต่างระหว่างระบบ W2P กับการรับส่งไฟล์งานผ่าน Internet เช่น E-mail กันบ้างแล้ว และเชื่อว่าคงกระตุ้นความสนใจให้กับทุกท่านได้มากพอสมควร ดังนั้นเมื่อมีความต้องการที่จะลงทุนในการสร้างระบบ W2P จะต้องทราบถึงความแตกต่างของ W2P แต่ละระบบก่อน แล้วนำ.ข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการตัดสินใจว่า แบบไหนที่จะเหมาะสมกับการทำ.งาน และความต้องการ รวมทั้งการเตรียมตัวของ Print Provider ด้วยว่าถ้าจะเป็นผู้ให้บริการลูกค้าผ่านระบบ W2P ต้องทำ.อย่างไรบ้าง? เตรียมตัวอย่างไรบ้าง? ดังนั้นในเล่มหน้า เราจะมาคุยกันต่อในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ
การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ปี 2554
ทำการตลาดอย่างไรให้อยู่ในใจลูกค้าอย่างยั่งยืน ตอนที่ 2
วารสารการพิมพ์ไทย
ฉบับที่ 90