Volatile Organic Compounds (VOCs) ในหมึกพิมพ์
Written on Thursday, 22 July 2010.
สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งหลังจากช่วงเทศกาลหยุดสงกรานต์ของไทย หลายท่านคงได้หยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่พร้อมกับการกลับมาเริ่มงานกันใหม่ ทุกท่านรู้สึกเหมือนผมไหมครับกับสภาพแวดล้อมอากาศบ้านเรามันเหมือนกับว่าจะร้อนขึ้นทุกปี จนแทบจะเดินกลางแดดไม่ไหว รวมทั้งข่าวสารที่เราได้รับ เช่น น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย หรือภัยธรรมชาติที่มาไม่ทันตั้งตัว และโรคภัยแปลกใหม่ที่คร่าชีวิตมนุษย์โลกในแต่ละปี ทำให้ผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เพื่อช่วยลดปัญหาดังกล่าวให้ทุเลาลง หรือไม่ให้เกิดขึ้นแบบกะทันหัน ไหนๆ ก็พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ครั้งนี้ผมนายไอไอเคจะขอนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเพื่อนๆ ในอุตสาหกรรมการพิมพ์บ้านเรา เพื่อที่พวกเราน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษ์สิ่งแวดล้อมในบ้านเรา เพื่อโลกของเรา เพื่อตัวเราเองและลูกหลานของเราในอนาคต
ในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมการพิมพ์ หลายคนอาจนึกถึงหมึกพิมพ์ฐานน้ำมันถั่วเหลืองหรือ Soy Ink ที่เรารู้จักกัน ซึ่งช่วยให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้และผู้บริโภคสิ่งพิมพ์ ลดกลิ่นในหมึกที่แต่เดิมเป็นหมึกฐานน้ำมัน ปิโตรเลียม ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่เราลืมนึกถึงกันคือสารระเหยในหมึกซึ่งมีผลโดยตรงต่อผู้ใช้หมึกพิมพ์ ที่สูดดมเข้าไปว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ VOCs. ใช่ครับผมจะพูดถึงสารระเหยที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของเรา ก่อนอื่นมารู้จักกับ VOCs. ก่อนว่ามันคืออะไร?
VOCs. Volatile Organic Compound เป็นตัวระเหยจากสสารทุกชนิดที่มีสารประกอบอินทรียวัตถุ ที่ถูกปล่อยและทำปฏิกิริยาในชั้นบรรยากาศในชั้นโอโซนนั้นจะเกิดการปฏิกิริยาก็ต่อเมื่อมีแสงอาทิตย์โดยจะมีการผลิต Nitrogen เปลี่ยนธาตุให้เป็น Oxide และ VOCs. ซึ่งสารนี้เป็นตัวหลักที่มีในอยู่ในควันเขตชุมชนเมือง เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ทุกวัย อาจเป็นตัวทำลายการเจริญเติบโตของพืช และชั้นบรรยากาศของโลก
สารประกอบอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds : VOCs) ซึ่งมีอันตรายต่อมนุษย์และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย มีผลต่อชั้นโอโซนของโลก เมื่อโอโซน (O3 ) อยู่ในบรรยากาศชั้นสูงโอโซนทำหน้าที่กรองแสงอุลตราไวโอเลตคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตไม่ให้ตกสู่พื้นโลก แต่เมื่อโอโซนอยู่ในบรรยากาศชั้นใกล้โลกกลับเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต กล่าวคือ O3 สามารถทำให้เกิดอันตรายเฉียบพลันต่อสุขภาพ ทำให้เจ็บไข้ ไม่สบาย เกิดอาการเจ็บคอ หายใจไม่สะดวก เกิดการระคายเคืองต่อสายตา แก้วตา จมูก คอ ทรวงอก หรือมีอาการไอ ปวดศีรษะ เป็นต้น ถ้าได้รับเป็นเวลานานเนื้อเยื่อปอดจะถูกทำลายอย่างถาวรและมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ นอกจากนี้โอโซนยังเป็นตัวออกซิไดส์อย่างแรง ทำให้สิ่งก่อสร้างชำรุด เป็นตัวฟอกสี และทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำอีกด้วย สารประกอบอินทรีย์ระเหยจะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ฟลูออไรด์, คลอไรด์, โบรไมด์, ซัลเฟอร์ หรือไนโตรเจน ประกอบกันเป็นพวก
อะลิฟาติก (Aliphatic) หรืออะโรเมติก (Aromatic) รวมถึงกลุ่มคาร์บอนิล (อัลดีไฮด์ คีโตน) และกลุ่มอัลกอฮอล์ มีความดันไอมากกว่า 0.14 มม.ปรอทที่ 25 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปจะเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนคาร์บอน 2 ถึง 12 อะตอม ระเหยกลายเป็นไอหรือก๊าซได้ง่ายที่อุณหภูมิห้องมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดี สารประกอบอินทรีย์ระเหย หรือ VOCs ในบรรยากาศ จัดเป็นอากาศพิษ (Toxic Air) จึงต้องมีการควบคุม ดูแลอย่างเคร่งครัด เมื่อมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ VOCs ตัวอย่างของ ตัวทำละลายที่จัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหย เช่น เบนซีน ไซลีน โทลูอีน สไตรีน ฟอร์มัลดีไฮด์ เปอร์คลอโรเอทธิลีน Rubber Solvent และ White Spirit เป็นต้น ในกระบวนการผลิตตัวทำละลาย ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นระบบปิดทั้งหมด กล่าวคือ เป็นหอกลั่น การส่งสารละลายและวัตถุดิบผ่านในแต่ละขั้นตอน ใช้ระบบท่อและวาล์วทั้งหมด ในขั้นตอนการผลิตจึงไม่มีไอระเหยของ VOCs ที่ก่อให้เกิดอันตรายเล็ดลอดออกสู่บรรยากาศได้
สรุปอย่างง่ายได้ว่าสารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compounds, VOCs) คือ กลุ่ม สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอกระจายตัวไปในอากาศ ได้ในที่อุณหภูมิและความดันปกติ โมเลกุลส่วนใหญ่ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน อาจมีออกซิเจนหรือ คลอรีนร่วมด้วย สามารถระเหยเป็นไอได้ที่อุณหภูมิห้อง ในชีวิตประจำวันเราได้รับ VOCs จากผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น สีทาบ้าน, ควันบุหรี่, น้ำยาฟอกสี, สารตัวทำละลายในพิมพ์, จากอู่พ่นสีรถยนต์, โรงงานอุตสาหกรรม, น้ำยาซักแห้ง, น้ำยาสำหรับย้อมผมและน้ำยาดัดผม, สารฆ่าแมลง, สารที่เกิดจากเผาไหม้ และปะปนในอากาศ น้ำดื่ม เครื่องดื่ม อาหาร สารอินทรีย์
ไอระเหยที่สะสมไว้มากนานๆ จะมีผลกระทบทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
มาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งเครียดนะครับ เนื้อหาอาจจะออกแนววิชาการหน่อยแต่เป็นข้อมูลที่ผมนายไอไอเคพยายามจะสื่อให้ท่านเข้าใจง่ายที่สุด ที่นี้บางท่านอาจคิดว่าแล้วสาร VOCs. มันเกี่ยวข้องกับพวกเราในอุตสาหกรรมการพิมพ์อย่างไร กล่าวคือ สาร VOCs. มันอยู่ในส่วนประกอบของหมึกพิมพ์, สารเคลือบต่างๆ, Isopropyl Alcohol, น้ำยาล้างเพลทและผ้ายาง เป็นต้น
ปัจจุบัน VOCs. เป็นกฎหมายที่ถูกบังคับให้ใช้เพื่อกำหนดการควบคุมการปล่อย VOCs. ได้มีการบัญญัติขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และประเทศอื่นๆ ด้วย
หมึกพิมพ์สารเคลือบงานพิมพ์ เป็นตัวที่นำมาใช้ในเชิงพานิชอุตสาหกรรม สิ่งพิมพ์เหล่านี้มีส่วนประกอบ VOCs. ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดหมึกพิมพ์ กระบวนการแห้งตัว กระบวนการพิมพ์ วัสดุสื่องานพิมพ์ และอื่นๆ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน สิ่งสำคัญในหมึกพิมพ์นั้น คือเมื่อน้ำหมึกที่ใช้พิมพ์วัสดุแห้งตัวบนเนื้องาน การระเหย VOCs. มวลน้ำหนักของหมึกจะต้องสูญรวมถึงน้ำด้วย
การเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีและสูตรหมึกพิมพ์ ได้ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มอุตสาหกรรม Graphic Arts เพื่อลดปริมาณมลพิษ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่การระเหย VOCs. ซึ่งปริมาณมากกว่ากว่าหมึกพิมพ์ อาทิ Isopropyl alcohol, น้ำยาล้าง Blanket และ Plate
ทีนี้ลองมาดูกันซิว่าในหมึกพิมพ์ประเภทต่างๆ มีส่วนประกอบของสารระเหย VOCs. มากน้อยเพียงใดบ้าง
Sheet fed Offset Inks for Sheet fed Offset
หมึกชนิดนี้ แห้งตัวโดยการสันดาปทางชีวเคมี โดยทั่วไปแล้วการระเหย VOCs. ในหมึกฐานน้ำมันปิโตรเลียมอยู่ที่ 25%-35% ซึ่งเป็นตัวที่ระเหยเร็ว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ผลิตหมึก Sheet fed จะผลิตหมึกที่มีส่วนประกอบ VOCs. ตั้งแต่ 0% - 10% กระนั้นก็ตามหมึกประเภทนี้จะมีการแห้งตัวช้ากว่าหมึก Sheet fed ทั่วไปซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่ใช้พิมพ์เช่นกัน การเลือกหมึกพิมพ์เพื่อลดการปล่อยสารระเหย VOCs. และเหมาะสมกับโรงพิมพ์ควรปรึกษาผู้ประกอบการผลิตหมึกพิมพ์
Web Offset Heat set Inks
หมึกชนิดนี้ใช้การงานพิมพ์ประเภทความเร็วสูงและผ่านเครื่องขจัดความชื้นเพื่อให้น้ำมันระเหยตัว และคงเหลือแต่หมึกในเนื้องาน ปริมาณ VOCs. ในหมึกนี้อยู่ที่ 30% - 40% และน้ำมันที่เป็นส่วนผสมจะแห้งตัวโดยระบบความร้อน วิธีหลักที่จะลดหรือควบคุมการแพร่กระจาย VOCs. คือการนำเครื่องมือการควบคุมมาใช้ เช่น อุปกรณ์เร่งการแห้งตัว
Web Offset Cold set Inks
หมึก Cold set นี้ใช้ระบบการพิมพ์ในความเร็วสูง ในงานหนังสือพิมพ์ และใบปลิวต่างๆ หมึกชนิดนี้แห้งตัว โดยการดูดซับหมึกเข้าไปในใยกระดาษ ส่วนปริมาณ VOCs. อยู่ในระดับที่น้อยกว่า 5% และสูงสุดที่ 30% ซึ่งมาจากฐานปิโตรเลียมและ Ink oil การระเหยของปิโตรเลียมที่มีอยู่ในหมึกมีอัตราน้อย ดังนั้นส่วนผสมนี้จึงอยู่ในสื่อเอกสารพิมพ์เป็นจำนวนมาก
Flexographic Inks
หมึกชนิดนี้มีทั้งฐาน Solvent และฐานน้ำ ฐาน Solvent มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และ ester1 ค่า VOCs. อยู่ที่ 50%-70% ค่าตามความเข้มข้นของส่วนผสมและความหนืดที่ตัวเครื่องด้วย ปริมาณการระเหยของสารขึ้นอยู่กับเนื้อวัสดุงานพิมพ์ และการใช้ในชิ้นงาน ช่างพิมพ์สามารถควบคุมการระเหย VOCs. โดยใช้การนำ Solvent กลับมาใช้ใหม่ หรือทดแทนโดยการใช้หมึกฐานน้ำ ในหมึกฐานน้ำนั้นค่า VOCs. น้อยมาก ใช้ในงานบนวัสดุพิมพ์หลายชนิด อาทิเช่นพิมพ์งานบนกระดาษ ฟอล์ย ฟิล์มพิมพ์ลาเบล พลาสติก ถุงกระดาษ กระดาษสำหรับผนัง บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม งานกล่องต่างๆ ในการการใช้หมึกฐานน้ำเพื่อให้เหมาะกับงานควรขอคำแนะนำจากผู้ผลิต
1 สารประกอบที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกรดและแอลกอฮอล์โดยมีการสูญเสียน้ำ 1 โมเลกุล
Gravure Inks
หมึก Gravure ฐาน Solvent ที่ใช้สำหรับพิมพ์งานกล่องกระดาษ และ ฟิล์ม ในหลักพื้นฐานนั้นส่วนประกอบและส่วนผสมคล้ายกับหมึก Flexographic อนึ่งหมึก Gravure ฐานน้ำนั้นสามารถใช้แทน Gravure ฐาน Solvent ที่มีปริมาณ VOCs. มาก ในการพิมพ์ในงานกระดาษได้อย่างดี สำหรับในสหรัฐอเมริกาหมึกฐานน้ำถูกนำมาใช้ในงานพิมพ์ให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นงานพิมพ์ฟิล์มหรืองานพิมพ์สื่อ เพื่อเป็นการลดปริมาณ VOCs. ในอากาศ และเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้

U.V. / E.B. Inks and Coatings
หมึกยูวี หรือ อีบีเป็นหมึกประเภทแห้งโดยการใช้พลังงานซึ่งจะส่งผลให้หมึกแห้งตัวเร็ว หมึกเทคโนโลยีที่ล้ำไปอีกก้าวที่ไม่ระเหยและปล่อย VOCs. น้อยที่สุดในขณะพิมพ์งานและแห้งตัว
สาร VOCs. มีผลอย่างไรกับสุขภาพของเราบ้างเราลองมาดูกันนะครับ
สารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile Organic Compounds) กับสุขภาพ
สาร VOCs เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ
1. การหายใจที่ได้รับทางปอด
2. การกินดื่มทางปาก
3. การสัมผัสทางผิวหนัง
หลังจากการเข้าสู่ร่างกายแล้วจะผ่านเข้าสู่ตับ ซึ่งจะมีเอนไซม์และวิถีทาง เมตะบอลิสม์ (metabolism) หลากหลายที่แตกต่างกัน จะทราบกลไกการเกิดพิษของสาร VOCs ต้องอาศัยความรู้ด้านเภสัชวิทยาและพิษจุลศาสตร์ ตับจะทำให้ toluene กลายเป็น benzyl alcohol และ benzoic acid ละลายในน้ำได้ง่าย แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งความเป็นพิษต่อร่างกายจะมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
1. ช่วงชีวิตครึ่งของสาร VOCs ในเลือดการตรวจวัดสารระเหย VOCs ในเลือดสามารถบอกประวัติการได้รับ หรือ การสัมผัส VOCs ในประชากรได้
2. ขึ้นอยู่กับสภาวะภายในร่างกาย และปฏิกิริยา ชีวเคมีทางเมตะบอลิสม์ในตับและเนื้อเยื่อ แปรสภาพให้เป็นพิษมากขึ้นหรือน้อยลงได้ และขึ้นอยู่กับปริมาณอัลกอฮอล์หรือสารเคมีอื่นในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อด้วย ตัวอย่างเช่น การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอลจะเพิ่มการดูดซึมและเพิ่มระดับของ 2-butanone และ acetone ในเลือดของนักดื่มเหล้าทั้งหลาย
3.mการขับสารพิษทิ้ง สาร VOCs ถูกขับโดยตรงผ่านไตออกมาทางปัสสาวะ ทางลมหายใจ และโดยทางอ้อมผ่านตับ และน้ำดี ถ้าสารนั้นถูกขับออกทิ้งได้ง่าย ความเป็นพิษจะน้อยลงกว่าสารเคมีที่ถูกขับออกทิ้งได้ยาก ตัวอย่าง ผลกระทบของสารอินทรีย์ ไอระเหยต่อระบบต่างๆ มีดังนี้
ผลกระทบต่อด้านภูมิคุ้มกัน
สารอินทรีย์ไอระเหยหลายชนิดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกรบกวนหรือทำลาย ศักยภาพทางการป้องกันโรคการติดเชื้อจะลดและพร่องลงจากเดิม เช่น ในการศึกษาในประชากร 302 คน (อายุ 40-59 ปี) ที่ Aberdeen, North Carolina และบริเวณใกล้เคียงโดยการตรวจเลือด ตรวจผิวหนังและสัมภาษณ์ พบว่ามีสาร Dichlo (DCE) ในเลือด ในคนที่อยู่ใกล้ที่ทิ้งขยะสารเคมีพิษ (pesticide dump sites) ในระดับเฉลี่ย 4.05 ppb เทียบกับระดับเฉลี่ย 2.95 ppb (p=0.01) กลุ่มควบคุมคนที่อยู่ใกล้มากกว่ายิ่งมีระดับ DCE สูงกว่า ยิ่งอยู่ในบริเวณนานๆ ยิ่งได้รับมากชึ้น แตกต่างกับอย่างชัดเจน นอกจากนี้เม็ดเลือดขาวของประชากรดังกล่าวจะมีคุณสมบัติทางภูมิคุ้มกัน (mitoger-induced lymphoproliferativity) ต่ำกว่าเม็ดเลือดขาวในกลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด
ผลกระทบต่อระบบประสาท
การได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยจะทำให้เกิดอาการทางการกดประสาทหลายอย่าง เช่น การง่วงนอน วิงเวียนปวดศรีษะ ซึมเศร้า หรือหมดสติได้ ในการทดลองกับหนูพุกขาว และหนูถีบจักรพบว่า การได้รับ 1,1,1-trichloroethane (TRI) 5000 ppm ทางลมหายใจนาน 40 นาที ทำให้การส่งกระแสประสาทผิดปรกติได้ หนูมีการเรียนรู้สิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อม ลดลง กลไกคือ TRI ทำให้สาร cyclic GMP ซึ่งเป็นสารทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้เซลล์ประสาททำงาน นั้นมีระดับลดลงและ medulla oblongata คือลดลงจากกลุ่มควบคุม ถึง 55 - 58% และระดับ cyclic GMP จะลดมากเมื่อได้รับสารระเหยนานมากขึ้นเป็น 100 นาที
ในกลุ่มช่างทำรองเท้า ซึ่งได้รับ VOCs จากการหายใจสารตัวทำละลายสีหรือน้ำยาทำรองเท้า dichloromethane (n-hexane), plastic compounds (isocyanates และ polyvinyl chloride) เป็นประจำ มักจะมีอาการทางประสาทคือ ปวดศีรษะ (65%), จิตใจกังวล (53%), รู้สึกคันที่ขาและเท้า (46%), เจ็บตา (43%), หายใจลำบากและมีอาการรวมหลายอย่าง (1.1-3.5 %) ในคนตั้งครรภ์ มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์จำนวน 14,000 คนใน Bristol, U.K. ที่ใช้สเปรย์ปรับอากาศ (aerosols) เป็นประจำ ในเลือดมีสารพวก VOCs (Xylene, ketones และ aldehydes) ค่อนข้างสูง และประชากรเหล่านี้จะมีอาการหลายอย่าง เช่น 25% ปวดศีรษะ 19% มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด เด็กที่คลอดออกมาแล้วมักมีอาการท้องเสียบ่อยกว่าเด็กกลุ่มอื่น 22%
ผลกระทบเสียหายต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ
สารอินทรีย์ไอระเหย อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพระบบอื่นๆ ได้แก่ ระบบพันธุกรรม ระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และระบบประสาท อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ (ตารางที่ 1) และโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น เป็นหมัน ความพิการของเด็กมีการกลายเพศเป็นต้น
ตารางที่ 1 ตัวอย่าง สาร VOCs ที่เป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) และสารส่งเสริมการเกิดเนื้องอก (tumor promoter) และชนิดของมะเร็งที่พบ
| สาร VOCs ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และสารส่งเสริมการเกิดเนื้องอก | ชนิดของมะเร็งที่พบ |
| Benzene | Acute myeloblastic leukemia |
| Carbon Tetrachloride | hepatoma |
| Dichloropropane | - |
| Ethylbenzene | - |
| Dichloroethane | - |
| Pentachloropheno | - |
| Toluene | - |
| Trichloroethylene | - |
| Dichloromethane | - |
| Vinyl Chloride | - |
| Hexachlorobenzene | - |
| Dibromochloropropane | - |
| Ethylene Dibromide | - |
| Trihalomethanes | - |
| Trihalomethnes | - |
| Trichloroacetylene | lung cancer |
| Haloacetic Acid | - |
สาร VOCs หลายชนิดอันตรายโดยการทำลายโครโมโซมเซลล์ ของระบบอวัยวะต่างๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ตับ ไต ประสาท ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ตัวอย่างสาร VOCs บางชนิดผลกระทบต่อระบบเนื้อเยื่อ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
| สาร VOCs | บริเวณที่เกิดผลกระทบจาก VOCs | ผลกระทบต่อสุขภาพ |
| Benzene | Hemopoietic system, red blood cell, nerve | ทำลายไขกระดูก เม็ดเลือดแดงแตก โรคโลหิตจาง และอาการหรือโรคทางประสาทส่วนกลาง |
| Carbon tetrachloride (CCl4) | Liver, CNS | ตับเสื่อม ตับแข็ง |
| Chloroform (trichloromethane, CHCl 3) | Liver, Kidney, heart muscle, eyes, skin | ตับเสื่อม ตับแข็ง ไตเสื่อม หัวใจเต้นผิดปกติ การแสบระคายเคืองของตาและผิวหนัง |
| Dichlorobenzene (methylene chloride, DCM) | Liver, kidney, blood, skin, eyes, upper respiratory tract | ฤทธิ์แสบ-ระคายเคือง ปอดบวม โรคตับ กดประสาทส่วนกลาง อาจหมดสติและตายได้ |
| Ethyl alcohol (ethylene) | Liver, CNS nerve, placenta | ตับเสื่อม ตับแข็ง เร่งการเกิดมะเร็งตับ มีอาการกดประสาท ทำให้ทารกคลอดพิการ |
| Ethyl benzene (ethylbenzol) n-Hexane | Eyes, CNS nerve, nasal cavity Nerve | ทำให้ระคายเคือง แสบตา แสบจมูก กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ปวดหัว สับสนงุนงง อาจหมดสติได้ |
| Methyl alcohol (methanol) | Liver, CNS nerve | ตับเสื่อม อาการกดประสาท ทำให้ตาบอด |
| Toluene (methylbenzene, toluol) | CNS nerve | อาการทางประสาทส่วนกลาง |
| Trichlorobenzene | Liver, Kidney | ตับแข็ง ตับเสื่อม ไตเสื่อม |
| 1,1, 1-Trichloroethane (methylchloroform) | Liver, Nerve, Kidney | อาการทางประสาทส่วนกลาง ชัก |
| Xylene (dimethylbenzene) | Skin, nerve | ระคายเคือง โรคผิวหนัง และอาการเกิดจากการกดประสาทส่วนกลาง |
เห็นผลเสียที่เกิดจากการได้รับ VOCs. สะสมในร่างกายแล้ว หลายท่านอาจเกิดคำถามว่าแล้วทำไมเราจึงไม่เลือกใช้หมึกพิมพ์ ที่ปลอดสาร VOCs. เลยล่ะ กล่าวคือ ในทางทฤษฎีสามารถทำหมึกให้เป็น Non VOCs. ได้แต่ทางปฏิบัติอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการผลิตไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น หมึกไม่แห้งตัว หรือใช้เวลานานหลายวันจึงจะแห้งตัว เป็นต้น ที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ การเลือกใช้หมึกพิมพ์หรือสารเคลือบต่างๆ ที่มีสาร VOCs. น้อยที่สุด คือ น้อยกว่า <5% ต่อปริมาณน้ำหนักก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงในการใช้หมึกพิมพ์และสารเคลือบ
การป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสารอินทรีย์ไอระเหย
การควบคุมสารเคมีอินทรีย์ระเหยได้ที่ดีที่สุด คือ การป้องกันมิให้มีการใช้สารที่อันตรายสูงต่อสุขภาพโดยไม่จำเป็น หรือหากจำเป็นใช้ ก็ต้องมีวิธีการลดอันตราย ความเสี่ยง และความเป็นพิษให้เหลือน้อยที่สุด โดยมิให้สารเคมี มีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ในน้ำ อากาศ ดิน อาหาร และเครื่องดื่ม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีสาร VOCs 8 ชนิดที่องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) สหรัฐอเมริกา ได้ออกกฎหมายควบคุมมิให้มีหรือมีระดับเกิดค่า maximum contaminant level (MCL) ในน้ำดื่มของแต่ละชนิด
การทำลาย VOCs ทางเคมี ได้มีการนำสาร oxidizers หลายชนิด เช่น ก๊าซโอโซน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และโปตัสเซียมเปอร์มังกาเนต มาใช้เพื่อทำลายสาร VOCs โดยปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ VOCs หลายกลุ่ม สลายตัว และหมดสภาพความเป็นพิษได้
การทำลายทางชีวภาพ มีการวิจัย co-meatbolism method ที่จะใช้จุลชีพหลายชนิดรวมกันที่สามารถทำปฏิกิริยาทางชีวเคมีกับสารอินทรีย์ไอระเหยได้ โดยอาศัยเอนไซม์ของแบคทีเรียทั้งชนิด anaerobic และ aerobic จะทำให้เกิด oxidation, reduction, dehalogenation ฯลฯ และสาร VOCs (TCE, PCE, DCM, benzene, toluene) จะถูกทำลายและหมดความเป็นพิษได้
ในทางการแพทย์ได้มีการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารอินทรีย์ไอระเหยเข้าไปในร่างกายและเกิดมีอาการป่วย ต้องใช้วิธีการล้างออก การขับออกในทุกรูปแบบ ทั้งทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพ ให้ทันที ก่อนที่สารเคมีนั้นจะสะสมและเกิดความเป็นพิษ วิธีการรักษานั้นกระทำได้ยากและสิ้นเปลืองการรักษา
สรุปการป้องกันและแก้ไข
สารอินทรีย์ไอระเหยมีอันตรายต่อสุขภาพหลายด้าน จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิดและความแตกต่างของสารเคมี ปริมาณที่ได้รับสภาวะทางชีวภาพของร่างกาย เมตะบอลิสม์และปัจจัยอื่น ๆ หากได้รับ VOCs บางชนิดในปริมาณมาก จะทำให้เกิดการทำลายระบบประสาทส่วนกลาง และมีอาการ กดประสาท เกิดอาการทันทีหรือหมดสติได้ ในการได้รับปริมาณน้อยและนานจะมีปัญหาเรื้อรัง อาจทำให้เกิดมะเร็งและความเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่ออวัยวะภายในได้ด้วย ดังนั้นก็ควรเลือกใช้หมึกพิมพ์ สารเคลือบต่างๆ ที่มีปริมาณสาร VOCs. น้อยที่สุดเพื่อป้องกันและปลอดภัยต่อผู้ใช้
นายไอไอเค
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
E-mail : prd.mgr@inter-ink.com
E-mail : center@inter-ink.com
หมึกพิมพ์ออฟเซ็ต
ผลิตภัณฑ์ลูกกลิ้งยางกับหมึกออฟเซทฐานน้ำมันพืช
Volatile Organic Compounds (VOCs) ในหมึกพิมพ์
วารสารการพิมพ์ไทย
ฉบับที่ 84